ความฝันอันยิ่งใหญ่ กับการพาจีนเป็นมหาอำนาจของโลก (Chinese dream)

ความฝันอันยิ่งใหญ่ กับการพาจีนเป็นมหาอำนาจของโลก (Chinese dream)

คอลัมน์ ตลาดนัดการเงิน โดย…พงษ์พิทักษ์ พิทักษ์ตระกูล ผู้เชี่ยวชาญงานส่งเสริมการลงทุนลูกค้า ธนาคารกสิกรไทย

ประเทศจีนที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ผลักดันให้จีนสามารถขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงมหาอำนาจของโลกได้ ณ ปัจจุบันหากเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ขณะนี้ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของในทศวรรษที่ 21 จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาด้วย หากใครสามารถครอบครองเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่า ก็มีโอกาสสูงกว่าในการขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในทศวรรษนี้ ณ ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กำลังถูกขับเคลื่อนภายใต้ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์รุ่นที่ 5 คือ สีจิ้นผิง ที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ในปี 2021 ต้องการให้ประเทศจีนกินดีอยู่ดี และสามารถกำจัดความยากจนได้ ปี 2035 ต้องการให้ประเทศจีนเป็นประเทศที่ทันสมัย และในปี 2049 ต้องการให้ประเทศจีนเป็นประเทศมหาอำนาจ โดยปัจจัยที่จะทำให้ประเทศจีนไปถึงเป้าหมายได้นั้นถูกผลักดันไปด้วยสามส่วนด้วยกันคือ

1. ด้านการเมือง เปรียบเสมือนรากฐานของประเทศ

2. ด้านเศรษฐกิจ ย้อนหลังไป 20 สามารถเติบโตเฉลี่ยได้สูงถึง 8.4%

3. ด้านเทคโนโลยี มีวิวัฒนาการก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

จากการผสมผสานของปัยจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศจีนสามารถขึ้นมาทัดเทียมกับมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อไปจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่คอยสกัดกั้น

จุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์จีน

ในปี 1949 เหมาเจ๋อตง สามารถปราบปรามปัญหาสงครามกลางเมืองแล้วสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนผู้นำมาหลายรุ่นจนมาถึงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์รุ่นที่ 5 คือสีจิ้นผิง ผู้ที่มาพร้อมกับความฝันที่อยากเห็นประเทศจีนไม่มีผู้ยากจน และสามารถขึ้นมามีบทบาททางเศรษฐกิจที่สำคัญในเวทีโลก ในยุคของสีจิ้นผิงมีผลงานทางการเมืองที่โดดเด่นคือ การเข้าไปปราบปรามคอร์รัปชันและการตั้งองค์กรขึ้นมากำกับดูแล โดยเปรียบเสมือน 1 ใน 4 เสาหลักของการปกครองประเทศจีน (เสาหลักการปกครองของจีนคือ 1.องค์กรปราบปรามคอร์รัปชัน 2.คณะรัฐมนตรี 3.ศาล 4.อัยการ) รวมไปถึงการสามารถสลายขั่วอำนาจทางการเมืองของเก่าไปได้ แล้วสร้างนักการเมืองยุคใหม่ในแบบฉบับของ สีจิ้นผิง

เศรษฐกิจจีนใกล้ผงาดเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก

ตลอดระยะเวลากว่า 20 สิบปีที่ผ่ามา เศรษฐกิจจีนสามารถเติบโตได้อย่างร้อนแรงเฉลี่ยต่อปีแล้วขยายตัวสูงถึง 8.4% ต่อปี จนทำให้ ณ ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกา การที่ประเทศจีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นมาได้ขนาดนี้เพราะเกิดการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญคือ ประเทศจีนได้ทำการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยเริ่มจากการค่อยๆ แปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยยังมีรัฐเข้าไปช่วยเหลือ และเปิดให้เอกชนค่อยๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในสิ่งเลวร้ายนั้นก็ยังมีเรื่องดีเกิดขึ้นกล่าวคือประเทศจีนในขณะนั้นมาจากระบอบเผด็จการซึ่งไม่ค่อยมีกลุ่มผลประโยชน์ ดังนั้นการปฏิรูปในช่วงเวลานั้นทำให้ไม่มีใครเข้ามาขัดขวาง อีกปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจจีนพัฒนาได้อย่างกระจายตัวคือการกระจายอำนาจของการคลัง ให้รัฐบาลท้องถิ่นนำเงินไปลงทุนและสร้างรายได้ โดยกลไกที่ทำให้ระบบนี้มีประสิทธิภาพคือการปราบคอร์รัปชัน และการติดตามจากส่วนกลาง อย่างไรก็ตามการใช้นโยบายการคลังโดยให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นคนจัดการทำให้เกิดปัญหาการลงทุนที่มากเกินไป ณ ปัจจุบันตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาได้ชัดคือหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นที่อยู่ระดับสูง โดยไปเกิดปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างมามากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่ามีอุปทานส่วนเกิน

  • จีน-สหรัฐงัดข้อแข่งกันดึงพันธมิตรยุโรป
  • จนท.สหรัฐบุกสถานกงสุลจีนในฮุสตันหลังครบเส้นตายสั่งปิด

การขึ้นมาของสีจิ้นผิงได้แก้ปัญหาขณะนั้นด้วยแนวคิดการใช้เศรษฐศาสตร์อุปทาน ขยายความคือในระบบเศรษฐกิจจะมีฝั่งอุปสงค์ คือความต้องการ เช่น ความต้องการบริโภคข้าวของเครื่องใช้ บ้าน รถ เป็นต้น ส่วนฝั่งอุปทานก็คือฝั่งที่ผลิตสินค้าและบริการมาตอบสนองฝั่งความต้องการนั้นเอง แนวทางเศรษฐศาสตร์อุปทานนั้นสามารถมาแก้ไขปัญหาการผลิตส่วนเกิน เช่นการควบรวมบริษัทรัฐวิสาหกิจ และการสนับสนุน SME ผ่านนโยบายภาครัฐให้สามารถดำเนินธุรกิจและเติบโตได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการเน้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ไม่ได้เน้นเพียงแต่ปริมาณ และทำการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมาด้วยโดยมุ่งเน้นไปยัง 10 อุตสาหกรรมที่เรียกว่า Made in China 2025

แล้วคำถามที่สำคัญว่า ประเทศจีนใกล้ถึงฝันแล้วหรือยัง ข้อมูลจาก World Bank สามารถพอบอกได้อย่าง เช่น

1. รายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัว : ปี 2019 ประเทศจีนอยู่ที่ 10,410 ยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง

2. อัตราส่วนคนจน ณ ปี 2018 มีคนจนเพียง 1.7% ซึ่งลดลงจากปี 2013 ที่ 8.5%

เทคโนโลยีจีน กุญแจสำคัญของการเติบโต

Artificial Intelligence (AI) เปลี่ยนโลกไม่ว่าจะอยู่ในหมวดหมู่อุตสาหกรรมใด การมีเทคโนโลยีสามารถยกระดับการผลิตและบริการ หลายบริษัทในประเทศจีนได้มีการพัฒนาระบบ AI ขึ้นมาอย่างเช่น Alibaba ที่ใช้ AI ในการแนะนำสินค้า บริษัท Baidu ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีรถโดยสารไร้คนขับ นับเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง หรืออย่างบริษัท หัวเว่ยที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี 5G ได้แล้ว

สงครามการค้า จีน-สหรัฐ ไม่มีทางจบลงง่ายๆ

สำนวนไทยที่กล่าวไว้ว่า ทำดีได้แต่อย่าเด่นดังระวังจะเป็นภัย ดูเหมือนจะเป็นสัจธรรม เพราะดาวเด่นอย่างประเทศจีนที่ก้าวหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้พี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ คงอยู่เฉยไม่ได้เพราะมีโอกาสเสียตำแหน่งผู้นำโลกไปได้ในอนาคต ในอดีตการเปลี่ยนแปลงด้านผู้นำโลกมักจะมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างเช่น ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ประเทศอังกฤษสามารถคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำได้ ก็ขึ้นมาเป็นผู้นำในขณะนั้น ถัดมาก็เป็นยุคของสหรัฐที่ชนะสงครามโลก โดยได้เทคโนโลยีอย่างนิวเคลียร์เข้ามาทำให้ชนะสงครามโลก แล้วหลังจากนี้ในศตวรรษที่ 21 ใครที่สามารถครอบครองเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าก็อาจจะขึ้นมาเป็นผู้นำคนถัดไปได้ เทคโนโลยีที่กล่าวมาที่สำคัญอย่างเช่น นวัตกรรม 5G และ Artificial Intelligence (AI) เพราะเทคโนโลยีเหล่าหนี้ส่งผลทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคงของประเทศ จึงทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีจีนด้วยสงครามการค้า หากไปดูข้อต่อรองที่สหรัฐฯ ต้องการคือ ต้องการให้ประเทศจีนปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้าไปลงทุนในจีน รวมไปถึงการแบนหัวเว่ย บริษัทที่สามารถพัฒนาระบบ 5G ได้แล้ว ดังนั้นเราคงได้เห็นการโจมตีของทางสหรัฐฯ อีกหลายระลอก จุดเริ่มคือสงครามการค้า อาจพัฒนาไปเป็นสงครามค่าเงิน และสงครามเทคโนโลยี

ความน่าสนใจของการไปลงทุนในตลาดจีน

ประเทศจีนมีความน่าสนใจในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติทั้งแบบการเข้าไปลงทุนทางตรง และลงทุนทางอ้อม เพราะประเทศจีนยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพอีกมาก จากการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถที่ถูกขับเคลื่อนได้จากสองปัจจัยหลักคือ จำนวนประชากร และเทคโนโลยี ซึ่งจีนมีทั้งสององค์ประกอบที่พร้อมจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป ดังนั้นการเข้าไปหาโอกาสในการลงทุนในประเทศจีนซึ่งเสมือนเป็นกระแสน้ำใหญ่ ที่มีโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าไปหาปลากันได้