WHA โชว์แผนงานปี’64 ลงทุน 5 ศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะ รับอนาคตเศรษฐกิจอีอีซี

WHA โชว์แผนงานปี'64 ลงทุน 5 ศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะ รับอนาคตเศรษฐกิจอีอีซี

“ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป” กางแผนปี 2564 รับธุรกิจโลจิสติกส์โตคู่อีคอมเมิร์ซ และเขตอุตสาหกรรมในเวียดนาม ได้การตอบรับดีจากนักลงทุนรายใหม่ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 วางเป้าเติบโตแตะ30%

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผย ทิศทางกลยุทธ์แผนธุรกิจ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในปี 2564 ด้วยการเปิดตัวโครงการ ดับบลิวเอชเอ ทาวเวอร์ (WHA Tower) อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บนถนนเทพรัตน์ ก.ม. 7 (ถนนบางนา-ตราด เดิม) ซึ่งเป็นอาคารสูง 25 ชั้น เกรดเอ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 52,000 ตารางเมตร มีพื้นที่สำนักงานระดับไฮเอนด์ สร้างสมดุลชีวิตการทำงานและไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวให้แก่พนักงานของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป และลูกค้า รวมถึงบริษัทที่เข้ามาเช่าพื้นที่ โครงการ WHA Tower ตั้งอยู่ในทำเลศูนย์กลางธุรกิจสำคัญ ที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัย พร้อมการเดินทางสะดวกสบาย ล่าสุดคว้ารางวัลสุดยอด “สถาปัตยกรรมอาคารสำนักงานแบบไฮไรส์ ประจำประเทศไทย (Commercial High Rise Architecture Thailand)”

สำหรับ ธุรกิจโลจิสติกส์ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป มุ่งแสวงหาลูกค้าในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง เน้นการเพิ่มมูลค่าให้การบริการผ่านการผสานรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาในธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ การให้บริการด้านโลจิสติกส์ เฮลท์แคร์ ตลอดจนอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดทั่วโลก

ขณะที่ คลังสินค้าของดับบลิวเอชเอ ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และในเขตอีอีซี ทำให้ดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์ สามารถสานต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับกลุ่มลูกค้าสำคัญ พร้อมร่วมกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจรายใหม่ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ในระยะยาว

โดยในปี 2564 บริษัทฯ จะเปิดโครงการศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ 5 โครงการ รวมพื้นที่ 400,000 ตารางเมตร พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ อาทิ 5G และโรโบติกส์ ซึ่งจะส่งผลให้ดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์ พัฒนาไปสู่การเป็น “คลังสินค้าอัจฉริยะ” โดยตั้งเป้าโครงการใหม่ และอาคารอุตสาหกรรมให้เช่าในปี 2564 ไว้ที่ 175,000 ตารางเมตร และสัญญาให้เช่าระยะสั้นที่สร้างผลตอบแทนสูงอีกกว่า 50,000 ตารางเมตร

สำหรับ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ (WHAID) ยังคงความเป็นผู้นำในประเทศไทย และขยายธุรกิจในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอีอีซี พร้อมเปิดดำเนินการและต้อนรับกลุ่มนักลงทุนแล้ว

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมภายในนิคมอุตสาหกรรมอีก 3 แห่ง ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 (จำนวน 641 ไร่) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง (จำนวน 2,152 ไร่) และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี 2 (จำนวน 1,907 ไร่) รวมถึงการติดตั้งห้องควบคุมอัจฉริยะที่อาคาร WHA Towerภายใต้แนวคิด “Smart Eco Industrial Estates” ซึ่งจะช่วยให้ บริษัทฯ สามารถควบคุมและตรวจสอบการดำเนินงานแบบรวมศูนย์

สำหรับธุรกิจในประเทศเวียดนาม ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จะเร่งสานต่องานก่อสร้างพื้นที่ส่วนที่เหลือในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน เหงะอาน เฟส 1 พร้อมขยายการก่อสร้างในเฟส 2 และเฟส 3 คิดเป็นพื้นที่แล้วเสร็จโดยรวม 7,800 ไร่ และจะเริ่มดำเนินการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมใหม่อีก 2 แห่งในจังหวัดทัญฮว้า รวมพื้นที่ 7,500 ไร่ ได้แก่ โครงการ WHA Smart Technology Industrial Zone – Thanh Hoa และโครงการ WHA Northern Industrial Zone – Thanh Hoa ในช่วงปี 2565 – 2566

“ด้วยความต้องการที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากกลุ่มลูกค้า บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายที่ดินในปี 2564 ที่จำนวน 1,000 ไร่” นางสาวจรีพร กล่าว

ขณะที่ ธุรกิจระบบสาธารณูปโภค และพลังงาน ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ มุ่งเน้นการเติบโตทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรม ในประเทศไทยและเวียดนาม โดยการเริ่มคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมโซลูชันพลังงานหมุนเวียนใหม่ ๆ

สำหรับ ธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินโฟนิท พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ จะมีการติดตั้งไฟเบอร์ออฟติก (FTTx) ครอบคลุมพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมที่เหลืออยู่ให้แล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเชื่อมต่อด้านดิจิทัลภายในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จะมอบบริการที่ครบวงจรมากขึ้นให้แก่ลูกค้า พร้อมขยายโอกาสจากการใช้เทคโนโลยี 5G ภายในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ

นางสาวจรีพร กล่าวว่าปี 2564 บริษัทมองโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจจะมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี แต่ยังต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ บริษัทฯ พร้อมนำเสนอโครงการใหม่ ๆ ที่กำลังจะแล้วเสร็จ เตรียมรองรับการฟื้นตัวของตลาดในเร็ว ๆ นี้ จะช่วยให้ธุรกิจมีผลประกอบการที่ดี คาดว่ารายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 30 จากปีก่อน

  • "สุพัฒน์พงษ์" เดินเกมรุกตั้งเป้าดึงลงทุนอีอีซี3แสนล้าน
  • เปิด 12 ธุรกิจดาวรุ่ง ได้ไปต่อยุคโควิด

พร้อมตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงาน อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) ที่แข็งแกร่งอยู่ที่กว่าร้อยละ 35 และคาดหวังการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าจะมีการใช้งบประมาณในการลงทุนช่วงปี 2564 – 2568 อยู่ที่ 5.6 หมื่นล้านบาท โดยตั้งเป้าอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนไม่เกิน 1.5 เท่า

โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในฐานะผู้พัฒนาด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน ตลอดจนดิจิทัล แพลตฟอร์ม แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อยอดขายที่ดินอุตสาหกรรมในประเทศไทย อันเนื่องมาจากการระงับการเดินทางชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม พบว่าความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มลูกค้ายังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่สามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างแข็งแกร่ง โดยกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น สอดรับกับความสำเร็จของวงการธุรกิจอีคอมเมิร์ซและความต้องการคลังสินค้าในไทยที่เพิ่มมากขึ้น

โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีพื้นที่คลังสินค้าที่มีผู้เช่าภายใต้การถือครองและบริหารเพิ่มขึ้นประมาณ 130,600 ตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมีการทำสัญญาให้เช่าระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูง อีกจำนวน 112,000 ตารางเมตร

สำหรับการลงทุนในประเทศเวียดนาม มีเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติจำนวนมหาศาล ส่งผลให้บริษัทฯ มียอดขายที่ดินในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน ในจังหวัดเหงะอาน เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันสามารถขายที่ดินได้ครึ่งหนึ่งของโครงการเฟส 1 ซึ่งมีพื้นที่รวม 900 ไร่

ในขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลายและตลาดกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ได้เตรียมพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ ได้แก่ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับทัส โฮลดิ้งส์ ผู้พัฒนาศูนย์ให้บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำจากประเทศจีน เพื่อดำเนินการศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรม “ทัสพาร์ค ดับบลิวเอชเอ” แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร และการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ

ประเทศเวียดนามนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่รองรับการย้ายฐานการผลิตนอกเหนือจากประเทศไทย ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ดับบลิวเอชเอได้ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นประจำจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เพื่อพัฒนาเขตอุตสาหกรรม 2 แห่งในจังหวัดทัญฮว้า พื้นที่รวมเกือบ 7,500 ไร่ นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอในประเทศไทยยังคงพัฒนาและขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 (WHA ESIE 3) พัฒนาแล้วครอบคลุมพื้นที่ 2,200 ไร่ ในขณะที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (WHA RY 36) ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 11 ในประเทศไทยของบริษัทฯ มีพื้นที่ 1,281 ไร่ ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 ที่ผ่านมา

ในส่วนของธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน ดับบลิวเอชเอ ได้เพิ่มการนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การเริ่มเปิดดำเนินการของโครงการ Wastewater Reclamation Plant ที่ใหญ่ที่สุดของไทย

โดยในปี 2563 ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ยังประสบความสำเร็จในการเพิ่มทุนเข้ากองทรัสต์ WHART และ HREIT คิดเป็นมูลค่ารวม 4,870 ล้านบาท โดย HREIT เป็นการเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ลงทุนในพื้นที่โรงงาน และคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า บนพื้นที่รวม 48,127 ตารางเมตร เช่นเดียวกับ WHART ที่ได้เพิ่มทุนครั้งที่ 5 เพื่อลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม

ประกอบด้วยโครงการศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่จำนวน 3 โครงการ ซึ่งมีพื้นที่รวม 128,789 ตารางเมตร

ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่ารายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานปกติในปี 2563 จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 9.4 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 จากปีก่อน โดยมีมูลค่าสินทรัพย์โดยรวม 8.3 หมื่นล้านบาท และทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ A-