CPF กางแผนปี64 ลงทุนเพิ่มในจีน-แคนาดา-เวียดนาม

CPF กางแผนปี64 ลงทุนเพิ่มในจีน-แคนาดา-เวียดนาม

 

“ซีพีเอฟ” เตรียมออกหุ้นกู้ฯ  5 รุ่น อายุ 2 ปี- 12 ปี  ให้นักลงทุน ทั่วไป-สถาบัน-รายใหญ่ เสนอขายในเดือนม.ค.ปีหน้า พร้อมลงทุนฟาร์มหมูในจีน แคนาดา และ ธุรกิจไก่ครบวงจร ในเวียดนาม 

นายไพศาล จิระกิจเจริญ ประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนงานในการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่อชำระหนี้ที่ครบกำหนดในปี 2564  การออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะมีการเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป รวมทั้งผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่

โดยบริษัทหวังว่าคนที่พลาดการลงทุนครั้งที่แล้วจะมีโอกาสเข้ามาจองซื้อในครั้งนี้ เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้จะใช้คืนหนี้ที่ครบกำหนดและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนรวมถึงเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต 

โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายให้แก่    ผู้ลงทุนทั่วไปมี 4 รุ่น คือ  หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.99% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.15% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.60% ต่อปี และหุ้นกู้อายุ 12 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี สำหรับหุ้นกู้อายุ 2 ปีเป็นรุ่นที่จำหน่ายให้กับผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่

ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนของหุ้นกู้อายุ 2 ปีจะทำการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง  หุ้นกู้ทั้งหมดชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน คาดว่าจะเสนอขายให้ผู้ลงทุนภายในเดือนมกราคม 2564 

ขณะที่ หุ้นกู้ฯ ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ที่ A+ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นผู้นำของบริษัทในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารและการมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ “ซีพีเอฟ” ถือเป็นผู้ผลิตด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร (Feed-Farm-Food) ใน 17 ประเทศทั่วโลก โดยจำแนกประเภทธุรกิจหลักได้เป็น 3 ประเภท คือ 1.ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) 2.ธุรกิจผลผลิตจากการเลี้ยงสัตว์และแปรรูปเนื้อสัตว์ (Farm and Processing) และ 3.ธุรกิจอาหาร (Food) ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็น “ครัวของโลก”

  • ซีพีเอฟ ติดอันดับดัชนีความยั่งยืน DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
  • ซีพีเอฟ ติดอันดับหุ้นยั่งยืน 63 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

โดย ซีพีเอฟ ได้ขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ที่ทันสมัย สนับสนุนการผลิตและการแปรรูปเนื้อสัตว์อย่างมีคุณภาพ ขยายการผลิตอาหารพร้อมรับประทานเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ 

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2563  บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 439,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากราคาสุกรในภูมิภาคเอเชียปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลนสุกรเนื่องจากการระบาดของโรค ASF และมีกำไรสุทธิ 19,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 14,445 ล้านบาท

นายไพศาล กล่าวว่าผลการดำเนินงานของซีพีเอฟในปี 2564 นั้น บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานยังคงดีอย่างต่อเนื่องจากปีนี้จากการลงทุนในธุรกิจสุกรในประเทศจีนและแคนาดาที่มีแนวโน้มเติบโต และประเทศเวียดนามที่มีการลงทุนในธุรกิจไก่ครบวงจรเพื่อส่งออกซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีหน้า 

รวมทั้งการลงทุนด้านนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต  อันจะส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง จึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานจะยังดีต่อเนื่องและฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการธุรกิจท่ามกลางวิกฤตได้อย่างโดดเด่น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและก่อเกิดความสำเร็จที่สำคัญ พร้อมๆ ไปกับการช่วยเหลือสังคม ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากโครงการส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19 รวมถึงสามารถป้องกันโควิด-19 ในกลุ่มพนักงานของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี 

“ส่งผลให้สายพานการผลิตของบริษัทฯ เดินต่อได้โดยไม่สะดุด ไม่ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟยังร่วมฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือ SMEs รวม 6,000 ราย ผ่านโครงการ F.T.I.  Faster Payment ด้วยการปรับลดระยะเวลาเครดิตเทอมลงเหลือไม่เกิน 30  วัน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการรายย่อย  และยังให้ความร่วมมือกับภาครัฐจ้างงานแรงงานจบใหม่เพิ่มอีกถึง 8,000 อัตรา   เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างไม่สะดุด ก้าวข้ามวิกฤติโควิด-19 ได้อย่างมั่นคง  และเพื่อสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งต่อระบบเศรษฐกิจ” นายไพศาล กล่าว