ACE ขานรับบอร์ดสิ่งแวดล้อม ลด PM 2.5

ACE ขานรับบอร์ดสิ่งแวดล้อม ลด PM 2.5

ACE ขานรับนโยบายภาครัฐร่วมลด PM 2.5 ชูแนวทาง “ลดเผา รายได้เพิ่ม” เปิดรับซื้อวัสดุทางการเกษตรกว่า 50 ชนิด รวมกว่า 1.7 ล้านตัน

นางสาวจิรฐา ทรงเมตตา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE ผู้นำด้านพลังงานสะอาด เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2563 มีมติเห็นชอบให้จัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง PM 2.5

ทั้งนี้ ACE ได้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องนี้มาตลอดและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ต่อเนื่องหลายปี บนหลักการ ESG ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาล โดยใช้แนวทาง “ลดเผา รายได้เพิ่ม” เปิดรับซื้อวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรกว่า 50 ชนิด อาทิ ฟางข้าว แกลบ ใบอ้อย ต้นข้าวโพด ซังข้าวโพด ฯลฯ นำมาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัทฯ รวม 12 แห่งทั่วทุกภูมิภาค

ในปี 2563 และ 2564 ตั้งเป้าหมายรับซื้อไม่ต่ำกว่า 1.7 ล้านตัน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้งที่มักเกิดฝุ่นละออง PM 2.5 บริษัทฯ จะรับซื้อมากขึ้น 40-50% ของปริมาณรับซื้อปกติ ที่ผ่านมาแต่ละปีสามารถช่วยลดได้มากกว่า 434 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

  • ชวนปั่นจักรยานลดฝุ่นPM 2.5แก้ปัญหามลพิษ
  • "บิ๊กป้อม"ได้ฤกษ์เตรียมลงพื้นที่ดูไฟป่าภาคเหนือตอนบนพรุ่งนี้

“ช่วงหน้าแล้งเราซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเกินกว่าที่ใช้จริงและนำมาเก็บสต็อก เพราะต้องการลดการเผาในไร่นา ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด โดยประสานผู้นำชุมชน หน่วยงานรัฐและเกษตรกรเชิญชวนนำวัสดุเหลือใช้ฯ มาขายให้เราซึ่งรับซื้อในราคายุติธรรม โดย ACE สามารถใช้เชื้อเพลิงได้หลากหลาย เพราะมีเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลที่ทันสมัย และบุคลากรที่มีประสบการณ์ มีความรู้จริงมากว่า 30 ปี”

ทั้งนี้ตลอด 9 ปีตั้งแต่ปี 2555 การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลของ ACE รับซื้อเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรรวมแล้วมากกว่า 5 ล้านตัน มีส่วนช่วยลดการเผาในที่โล่งเทียบเท่าปริมาณ PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาฟางข้าว ตอซังข้าวในนาข้าวเนื้อที่รวมกว่า 10.8 ล้านไร่/ปี ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ทดแทนการเผาปีละมากกว่า 1,200 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชน มากกว่า 5,000 ล้านบาท ปัจจุบันโรงไฟฟ้าชีวมวลของ ACE ทั้งหมด 12 โครงการ รวมกำลังผลิต 988 ล้านหน่วยต่อปี กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ อาทิ ชลบุรี, ขอนแก่น, สุรินทร์, นครราชสีมา, ร้อยเอ็ด, บุรีรัมย์, ลำปาง, หนองคาย, อุบลราชธานี, กาญจนบุรี ซึ่งแต่ละพื้นที่ล้วนเป็นพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรที่สำคัญของประเทศ