‘ไลน์แมนวงใน’ ผงาดขึ้น ‘เบอร์1’ ฟู้ดดิลิเวอรี่ใน 3 ปี

“ไลน์แมนวงใน” ตั้งเป้าภายใน 3 ปี ไต่เบอร์ 1 ฟู้ดแพลตฟอร์มในประเทศไทย กางแผนธุรกิจมุ่งสร้างอีโคซิสเต็มครบวงจร ผนวกความแข็งแกร่ง ธุรกิจ ไลน์-ไลน์แมน-วงใน เชื่อมโอทูโอ สู้ศึกดิลิเวอรี่แข่งเดือด ภายสิ้นปีสยายปีกสู่เมืองหลัก-เมืองรอง 20 จังหวัดทั่วประเทศ

ขยายบริการสู่ 20 จังหวัดสิ้นปีนี้

เขากล่าวว่า ไลน์แมนวงใน เป็นบริษัทที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนไทย จึงมั่นใจว่าเข้าใจพฤติกรรมของคนไทยได้ดีที่สุดว่า “เรื่องกินคือเรื่องใหญ่” บริษัทมีความจริงจังด้านร้านอาหารและต้องการเชื่อมผู้บริโภคกับร้านอร่อยเข้าด้วยกัน โจทย์ใหญ่ที่ต้องเดินหน้าอย่างเต็มกำลังต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มยอดดาวน์โหลดแอพหรือเพิ่มยอดสั่งเท่านั้น แต่คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจอาหารในประเทศด้วยอีโคซิสเต็มโอทูโอ 

โดยผนวกเอาความแข็งแกร่งของ 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ ไลน์ที่เข้าถึงผู้ใช้กว่า 47 ล้านคน ต่อคนใช้เวลาเฉลี่ยบนแพลตฟอร์ม 63 นาทีต่อวัน ด้านไลน์แมนมีพาร์ทเนอร์ร้านอาหารหลากหลายมากที่สุดกว่า 200,000 ร้าน ยอดดาวน์โหลดมากกว่า 9 ล้านครั้ง ผู้ใช้งานเป็นประจำเดือนละมากกว่า 3 ล้านคน ขณะที่วงในเป็นพันธมิตรที่ดีกับร้านอาหารกว่า 430,000 ร้านทั่วประเทศมาอย่างยาวนาน มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 10 ล้านคนต่อเดือน ผู้เข้าชม 21 ล้านครั้งต่อเดือน

ทั้งนี้ หลังจากประกาศควบรวมกิจการ ทีมงานไลน์แมนและวงใน ได้ร่วมมือกันพัฒนาบริการทันที โดยสิ่งที่เห็นผลแล้วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีการเปิดให้บริการในจังหวัดใหม่ ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา, เชียงใหม่, ภูเก็ต, นครราชสีมาและสงขลา และตั้งเป้าไว้ว่าจากปัจจุบันทำตลาดอยู่ใน 13 จังหวัด จะขยายไปยังเมืองหลักและเมืองรองรวม 20 จังหวัดทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ เบื้องต้นเน้นการขยายตลาดภายในประเทศให้ครอบคลุม ยังไม่มีแผนที่จะออกไปต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบรับชำระเงินผ่านบัตรเดบิตและบัตรเครดิตที่สามารถใช้งานได้แล้ว หวังเป็น “วัน สต็อป โซลูชั่น” สำหรับธุรกิจร้านอาหาร ขณะนี้มีจำนวนร้านค้าที่ใช้บริการแอพพลิเคชั่นสำหรับร้านอาหาร(Merchant app) 1.5 แสนร้าน และบริการพีโอเอส ประมาณ 2 หมื่นร้าน นอกจากร้านอาหาร ยังมีบริการด้านบิวตี้ การท่องเที่ยว และสูตรอาหาร แต่หลักๆ สัดส่วนการใช้งานมาจากการค้นหาข้อมูลร้านอาหาร 70-80%

“ปัจจุบันเรามีพนักงานกว่า 600 คน เชื่อว่าการควบรวมกิจการครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในธุรกิจอาหารของไทย ที่จะสร้างความตื่นเต้นและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ทุกฝ่ายในธุรกิจอย่างแน่นอน”

สำหรับแผนการใช้เงินลงทุนที่ได้มา 3,300 ล้านบาท หลักๆ จะใช้เพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ขยายฐานการให้บริการ ร้านอาหาร การตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยการโฟกัสหลักคือตลาดฟู้ดดิลิเวอรี่ ด้านโมเดลธุรกิจจะมีทั้งรูปแบบบีทูซีและบีทูบี โมเดลการหารายได้จะมาจากการเก็บค่าจีพีรวมถึงโฆษณา การเกิดขึ้นของรายได้ปัจจัยที่สำคัญจะมาจากประสิทธิภาพการให้บริการและการสร้างจุดต่างการให้บริการ

  • ประกาศราชกิจจาฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับ 'บัตรประจำตัวประชาชน'

  • ราชกิจจาฯ ขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง 3 จชต.

  • ราชกิจจาฯ ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ชิงดำฟู้ดดิลิเวอรี่แข่งเดือด

นายยอด ยังได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของการควบรวมว่า ไลน์แมนและวงในเป็นพันธมิตร ที่ต่างส่งเสริมธุรกิจกันมาตั้งแต่เริ่มแรก มุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว การควบรวมครั้งนี้จึงยิ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้อีโคซิสเต็ม ออนไลน์ทูออฟไลน์ (โอทูโอ) ที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับทั้งผู้ใช้และร้านอาหาร ขณะเดียวกัน สามารถสร้างคุณค่าให้ทุกฝ่ายในธุรกิจและตอบสนองต่อสภาพตลาดธุรกิจอาหารที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด-19 

“การเชื่อมต่อของสองบริษัททำให้เกิดแพลตฟอร์มด้านอาหารครบวงจร ครอบคลุมผู้ใช้ ร้านอาหาร และบริการส่งอาหาร เริ่มตั้งแต่ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลและรีวิวร้านอาหารบนวงใน จากนั้นกดสั่งอาหารดิลิเวอรี่ผ่านไลน์แมน และร้านอาหารสามารถรับออเดอร์ดิลิเวอรี่ผ่านระบบจัดการร้านอาหารวงในพีโอเอส (Restaurant Solutions) ของวงในได้สะดวก”

สำหรับเป้าหมายของการควบรวมครั้งนี้ มุ่งการพัฒนาประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มสเกล ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การบริการดีขึ้น เกิดผลดีต่อทั้งผู้บริโภค ร้านอาหาร และผู้ขับ เชื่อด้วยว่าหลังรวมกันจะสามารถเติบโตได้มากขึ้นกว่าเดิม

ปี 2562 ภาพรวมตลาดอาหารและเครื่องดื่มประเทศไทยมีมูลค่า 7 แสนล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 2-4% ต่อปี เฉพาะฟู้ดดิลิเวอรี่มีมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท และมีการคาดการณ์ไว้ว่าปีนี้จะมีอัตราการเติบโต 84%

หลังจากนี้คาดว่า การแข่งขันในตลาดฟู้ดดิลิเวอรี่ไทยจะยังคงรุนแรงไปต่อเนื่องใน 2-3 ปี ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากวิกฤติโควิด-19 ที่ผลักดันให้ช่วงที่ผ่านมาตลาดเติบโต 2-3 เท่า และคาดว่าจากนี้จะยังไม่แผ่วและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ผู้เล่นทุกรายพยายามเพิ่มศักยภาพ โหมหนักโปรโมชั่น ขยายฐานคนขับ รวมถึงเร่งแผนการขยายไปสู่ต่างจัดหวัด ส่วนของไลน์แมนวงในจุดยืนเน้นการพัฒนาฟู้ดแพลตฟอร์มเป็นหลัก 

ปัจจุบันในประเทศไทยมีจำนวนร้านอาหารกว่า 4-5 แสนร้าน ตลาดฟู้ดิลิเวอร์รี่มีสัดส่วนเพียง 5% ของธุรกิจอาหาร และมีโอกาสเติบได้ถึง 30% ด้านผลกระทบที่อาจเกิดจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจอาจมีส่วนทำให้การใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อลดลง ทว่าการใช้งานจะยังคงมีจำนวนมากขึ้นและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง