แรงงานมาตรา 33…เยียวยาต้องไม่ตกหล่นและอย่ามีเงื่อนไขมาก

แรงงานมาตรา 33...เยียวยาต้องไม่ตกหล่นและอย่ามีเงื่อนไขมาก

คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังตั้งหลักรับมือผลกระทบโควิดรอบใหม่ที่จำนวนคนติดเชื้อวันศุกร์ที่ผ่านมาสูงถึง 802 คน ทางศบค.ทำใจไม่ได้ระบุว่าที่สูงเป็นการตรวจวัดเชิงรุกผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว  ซึ่งข้อเท็จจริงก็ถือเป็นกลุ่มประชากรในประเทศที่อยู่ร่วมกับคนไทยโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีพื้นที่จำกัดและไม่ใช่เฉพาะแค่จังหวัดสมุทรสาครควรไปสุ่มตรวจพื้นที่อุตสาหกรรมทั้งปริมลฑณและภาคตะวันออก

สภาวะที่เป็นอยู่รัฐบาลเริ่มรับรู้แล้วว่ารอบนี้จะมีผลกระทบมากกว่าปีที่แล้วมีการผ่อนปรนมาตรการด้วยการไม่ล็อกดาวน์  พื้นที่เศรษฐกิจเนื่องจากกลัวคนตกงานพร้อมกับผลักดันโครงการ “ไทยชนะ” ใช้เงิน 2.1 แสนล้านบาทเยียวยากระตุ้นการใช้จ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเปราะบางทั้งส่งออก-นำเข้า, การลงทุนและบริโภคเอกชน, ค้าปลีก-ค้าส่งล้วนหดตัว

การเยียวยาครั้งนี้พุ่งไปที่แรงงานอิสระกลุ่มเกษตรกรรวมกันประมาณ 30-31 ล้านคนส่วนใหญ่เป็นผู้ถือบัตรประชารัฐและที่เคยอยู่ในฐาน “เป๋าตัง” ประเด็นคือภาคแรงงานออกมาโวยวายร้องเรียนว่าพวกเขาจำนวน 11.075 ล้านคนอยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งมีนายจ้างและที่อยู่ชัดเจนทำไมจึงตกหล่นหายไปทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ในฐานเสียภาษีหลักของประเทศกลับถูกมองข้ามไป รมว.แรงงาน “คุณสุชาติ ชมกลิ่น” ถูกแรงกดดันออกมาผลักดันยืนยันว่าไม่ตกหล่นแน่นอนกำลังหาเงินเยียวยาจ่ายงวดเดียว 3,000-4,000 บาทใช้เงินประมาณ 4.0 หมื่นล้านบาท แต่กั๊กว่ากระทรวงแรงงานไม่มีสตางค์และไม่สามารถใช้เงินประกันสังคมโยนไปเป็นภาระกระทรวงการคลังมีการผูกเงื่อนไขการเข้าถึงค่อนข้างมาก วันอังคารนี้ประชุมครม.คงรู้ว่าจะเคาะออกมาเป็นอย่างไรทางซีกภาคแรงงาน เขาอยากได้เท่ากับ “โครงการไทยชนะ” คือ 3,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือนแต่เวลาล่วงถึงวันนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก

ก่อนอื่นอยากให้เห็นภาวะตลาดแรงงานตัวเลขการว่างงานเดือนธันวาคมที่ผ่านมาของรัฐระบุว่ามีจำนวน ลดลงเหลือแค่ 5.9 แสนคน อัตราว่างงานร้อยละ 1.5 ใกล้เคียงกับเดือนมกราคมปีที่แล้วที่อัตรา 1.10 มีคนว่างงาน 4 แสนคน ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นความกังขาของอัตราการว่างงานทั้งจำนวนและเปอร์เซ็นต์ก่อนและหลังการระบาดโควิดเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการหดตัวทางเศรษฐกิจสูงสุดในรอบ 20 ปี ได้เคยเขียนบ่นไว้หลายฉบับเคยไปคุยกับระดับสูงของกระทรวงแรงงานเขาก็ไม่สนใจจึงไม่ขอกล่าว

ที่น่าสนใจคือจำนวนผู้เข้ารับประกันสังคมม.33 เปรียบเทียบต้นปีกับปลายปีหายไป 5.75 แสนคนหดตัวร้อยละ5  ยังไม่รวมผู้ว่างงานนอกประกันสังคมเป็นแรงงาน  ในภาคท่องเที่ยวล่าสุดองค์กรที่เกี่ยวข้องระบุว่ามีผู้ว่างงานรวมกันเป็นหลักล้านคน ตลอดจนแรงงานในภาคการผลิต บริการ ค้าปลีก และแรงงานอิสระรวมกันแล้วน่าจะมีคนว่างงานและว่างงานแฝงประมาณ 2.838 ล้านคน  

ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้โมเมสอดคล้องกับแบงค์ชาติที่ระบุถึงความเปราะบางของตลาดแรงงานชี้ว่ามีคน 1.1 ล้านคนอยู่ในกลุ่ม “เสมือนคนว่างงาน” คือชั่วโมงทำงานไม่ถึงครึ่งของชั่วโมงทำงานปกติเป็นผู้อยู่ใกล้ขอบที่จะกลายเป็นคนว่างงาน ที่ผ่านมามีผู้คนถามผมว่าตลาดแรงงานปีนี้เป็นอย่างไรตัวชี้วัดให้ไปดูสถานการณ์แพร่ระบาด     โควิดจะจบเมื่อใดโดยเฉพาะการเข้าถึงวัคซีน หากโควิดยังไม่จบเศรษฐกิจทั้งของไทยและโลกจะยังคงซึมหลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจต่างปรับลดตัวเลขการขยายตัวของจีดีพี เช่น แบงค์ชาติปรับลดจากร้อยละ 3.2 เป็น 2.6, กระทรวงการคลังลดจากร้อยละ 4 เหลือ 2.8, ศูนย์วิจัยสถาบันการเงินดัง ๆ ประเมินว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 2.2-2.4  ขณะที่สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ประเมินเศรษฐกิจปีนี้โตเพียงร้อยละ 2.5

  • เป็นหนี้ ตกงาน สุดมือสอย.. ก็ต้องปล่อยให้ถูกฟ้อง
  • ดึงชาวต่างชาติฉีดวัคซีนแล้วเที่ยวไทย ไม่ต้องกักตัว

ด้านเศรษฐกิจโลก เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐฯ (FED) ประกาศยืนอัตราดอกเบี้ยในอัตราต่ำร้อยละ 0-0.25  ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูงกิจการการค้า-การเดินทางยังไม่ฟื้นตัวไปจนถึงหดตัว ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศนโยบาย “VACCINE FIRST” พร้อมอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE) มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐโดยร้อยละ 80 เกี่ยวข้องกับเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบและเสริมสภาพคล่องธุรกิจให้ความสำคัญต่อตลาดแรงงาน ข้อมูลเหล่านี้คงตอบคำถามว่าตลาดแรงงานปีนี้อาจยังไม่ค่อยสดใสที่ต้องเตรียมรับมือนอกจากเด็กตกงานค้างมาจากปีที่แล้วจะมี “New Jobber” อีก 5.248 แสนคนจะจบออกมาในอีก 2 เดือนข้างหน้า

ขอวกกลับมาที่มาตรฐานเยียวยาแรงงานในระบบประกันสังคมในมุมมองของผมอัตราที่ให้ควรจะเหมือนกับ “โครงการไทยชนะ” คนละ 3,500 เป็นเวลา 2 เดือนส่วนเงื่อนไขโหด ๆ จะให้ก็ให้ไม่ควรจะไปกั๊กผู้เข้าถึงสิทธิ เช่น ไปผูกกับผู้มีเงินออมไม่เกิน 5.0 แสนบาททั้งที่ควรส่งเสริมให้แรงงานออมทำงานมา 20-30 ปีเงินเท่านี้ไม่ใช่มากควรตัดออกไป ที่เกรงว่าเงินในกระเป๋ามีน้อยต้องการกันพวกเงินเดือนมากๆ มีการกำหนดเพดาน 2,500 บาทต่อเดือน   ซึ่งเป็นการกันอยู่แล้วไม่ต้องระบุว่ามีเงินออมเท่าไรจึงได้สิทธิ ที่อยากเพิ่มเติมเห็นว่าน้อยไปควรเป็น 30,000 บาทเพื่อเพิ่มขยายฐาน ส่วนที่กังวลว่าลูกจ้างพวกนี้ได้เงินจากการลดเงินสมทบประกันสังคมลูกจ้างเหลือร้อยละ 0.5 เป็นเวลา 2 เดือนเป็นตัวเงินประมาณ 1,350 บาทไม่เกี่ยวข้องกันอย่าไปคิดเล็กคิดน้อย

เงินกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่นี้รวม ๆ กันน่าจะได้ 3.5 แสนล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนอยู่ในจีดีพีร้อยละ 2.2 คงพอช่วยจับจ่ายใช้สอยช่วยประคับประคองการจ้างงานได้บ้าง เงินรัฐบาลยังมีมากที่ครม.อนุมัติไปแล้ว 7.11 แสนล้านบาทเบิกจ่ายจริงเพียงร้อยละ 52.4  คงต้องไปเร่งรัดสตางค์มีจึงไม่ใช้ อีกทั้งซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 5.0 แสนล้านบาทยังเหลืออีกถึง 3.7 แสนล้านบาทคงต้องไปปรับเปลี่ยนวิธีปล่อยกู้ใช้วิธีเดิม ๆ ถึงแม้จะเอาบสย.มาค้ำหรือจะไปกู้กี่รอบทั้งแบงค์รัฐและแบงค์พาณิชย์เขาก็กลัวทั้งต้นทั้งดอกหายเป็น “NPL” ไม่กล้าปล่อย หากจะปล่อยให้ถึงกลุ่มเปราะบางต้องเป็นกองทุนมีมติครม.รองรับ

ที่แปลกกรณีของไทยเงินมีผู้ประกอบการเดือดร้อนจำนวนมากโวยวายว่าจะตายอยู่แล้วแต่ปล่อยกู้ไม่ได้ ส่วนงบเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจงบประมาณมีหลายแสนล้านบาทแต่ก็เบิกจ่ายใช้ไปได้แค่ครึ่งเดียว กลางเดือนกุมภาพันธ์คงต้องเตรียมรับมือฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้ใจแต่อย่างไรก็ผ่าน…ภาวะเช่นนี้ขอให้กำลังใจทุก ๆ คนสู้ ๆ ครับ 

 ( สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat )