เศรษฐกิจเริ่มตอบรับทางบวกแต่ยังไม่แน่นอน…ต้องกระตุ้นต่อเนื่องถึงปีหน้า

เศรษฐกิจเริ่มตอบรับทางบวกแต่ยังไม่แน่นอน...ต้องกระตุ้นต่อเนื่องถึงปีหน้า

คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

ค่อนข้างชัดเจนเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจหดตัวน้อยกว่าที่ประเมินไตรมาส 3 ติดลบร้อยละ 6.4 เป็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลบวกกับพื้นฐานเอกชนที่ยังแข็งแกร่งทำให้สามารถรับมือกับวิกฤตได้ดีกว่าที่ประเมิน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือ “สศช.” ปรับประมาณการเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2563 จะหดตัว  ร้อยละ 6 จากเดิมที่คาดว่าอาจติดลบถึงร้อยละ 8  อย่างน้อยในช่วงที่สภาวะแวดล้อมทั่วไปมีแต่ด้านลบประเด็นดังกล่าวทำให้เห็นแสงรำไรว่าจะก้าวผ่านไปได้ แต่แน่นอนยังมีภาคส่วนธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นต้องเข้าโครงการยืดหนี้หรือบางรายถึงขั้นต้องปิดกิจการขณะที่ลูกจ้างที่เกินเงินเดือนหลายตำแหน่งงานหายไป

ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากจุดต่ำสุดจีดีพีหดตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ผู้คนตกงานหลายล้านคนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ต้องเข้าใจว่าการฟื้นตัวที่กล่าวเป็นการฟื้นไข้จากการทรุดตัวหนักสุดของระบบเศรษฐกิจที่ยังสร้างบาดแผลรักษากันอีกยาว ธุรกิจจำนวนมากทั้งเล็กใหญ่ยังไม่ฟื้นโดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวที่ทำมาหากินกับต่างชาติการฟื้นตัวอาจต้องยาวไปอีก 2 ปีขึ้นอยู่กับว่าอึดและทนได้แค่ไหน คนที่ตกงานไปแล้วเป็นหลักล้านคนยังมีความเสี่ยงไม่รู้ว่าจะสามารถกลับมาทำงานได้เมื่อใด โดยเฉพาะคนที่ออกจากงานในช่วงที่อายุมากหรือไม่มีทักษะ อะไรพิเศษที่จะทำให้การหางานใหม่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

ทาง “สศช.” ยอมรับว่ามาตรการของรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญดูแลการจ้างงานทั้งที่ตกงานและที่มีความเปราะบางอาจ “ถูกเท” ออกจากงานในช่วงต่อปลายปีไปถึง   ไตรมาสแรกของปีหน้าจะต้องออกมาตรการและเครื่องมือที่ไม่แค่ชื่อเก๋ ๆ แต่ต้องเป็นรูปธรรมทั้งกระตุ้นการบริโภค การเสริมสภาพคล่องของนายจ้างตลอดจนผลักดันแคมเปญการจ้างงาน เช่น โครงการ “Co-Payment” หรือ      “Job Expo” ที่ช่วงหลังเงียบไป

สัญญาณทางบวกปี พ.ศ. 2564 มาจากการค้นพบวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรน่าซึ่งอยู่ระหว่างการผลิตและจำหน่าย ไทยจะต้องเตรียมงบประมาณรองรับเพราะมีการจองคิวยาวการที่ใช้เราเป็นฐานการผลิตไม่ใช่เป็นหลักประกันว่าผู้ว่าจ้างจะขายให้ไทยก่อน กรณีตัวอย่างช่วงล็อกดาวน์หน้ากากอนามัยขาดแคลนโรงงานที่รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับต่างชาติยังต้องส่งออกเพราะมีข้อตกลงว่าขายในประเทศไม่ได้ บางประเทศเริ่มมีแผนนำวัคซีนของ ค่ายยายักษ์ใหญ่ไปใช้ในวงกว้าง เช่น อังกฤษมีแผนจะฉีดวัคซีนให้กับประชาชน 20 ล้านคนภายในเดือนธันวาคม

ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเริ่มฉีดวัคซีนล็อตแรก 100 ล้านคนภายในเดือนมกราคมปีหน้าสำหรับประเทศไทย    คงต้องรีบออเดอร์เพราะคิวยาวอย่างเร็วกลางปีหน้าช่วงนี้คงต้องช่วยกันอย่าให้มีการระบาดรอบ 2  เพราะพิษจาก ล็อกดาวน์ปิดเมืองยังเล่นงานเศรษฐกิจจนสะบักสะบอมหากมี “Super Spread” แพร่ระบาดอีกรอบไม่รู้ว่าจะรับมือได้อย่างไร กรณีที่พบผู้ติดเชื้อที่จังหวัดเชียงรายเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ แต่คนไทยที่แห่หลบออกไปเล่นการพนันตามชายแดนคงมีมากกว่าหลายเท่าหากเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องไม่รู้เห็นจะเข้า-ออกได้อย่างไร

วกกลับมาเกี่ยวกับการกู้เศรษฐกิจถึงแม้ว่าแนวโน้มอาจพ้นจุดต่ำสุดเศรษฐกิจเริ่มจะเชิดหัวแต่ก็ยังอยู่ในภาวะอ่อนแรง เห็นได้จากรายงานการสำรวจคนจนในเมืองจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติและทาง “TDRI” ได้จัดทำ ผู้เขียนเอามาสรุปและบางส่วนเสริมเพิ่มเข้าไปพบว่าอัตราการปิดกิจการและเลิกจ้างของสถานประกอบการยังเพิ่มขึ้นเป็นผลกระทบจากภาคเอกชนและอาชีพอิสระที่เป็น “Real Economy”  ส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวภาวะการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ซึ่งดูว่าดีขึ้นปัจจัยหลักมาจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจและบริโภคของรัฐบาล

  • คนคิดถึงญี่ปุ่นเตรียมจัดทริป ต้นปีหน้าเล็งเปิดเที่ยวบางส่วน
  • ศบค.พบป่วยโควิดใหม่14ราย เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ2รายอยู่ในกทม.

ขณะที่รายได้ของประชาชนเกินครึ่งหรือประมาณร้อยละ 60.4 ลดลง พบว่าลูกจ้างและแรงงานอิสระประมาณร้อยละ 36.6 รายได้ลดลงหรือไม่มีพื้นที่หากินรวมไปถึงไม่มีผู้ว่าจ้าง จากการสำรวจพบว่าแรงงานประมาณร้อยละ 18.9 นายจ้างหยุดงาน-เลิกจ้างไปจนถึงทำงานไม่เต็มชั่วโมงซึ่งล้วนมีผลต่อรายได้ที่ไม่พอกินทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น

ผลที่ตามมาคือภาวะขาดสภาพคล่องในภาคครัวเรือนรุนแรงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ ก่อนวิกฤตโควิดจะ แพร่ระบาดประเทศไทยมีคนจนที่มาลงทะเบียนประมาณ 13.9 ล้านคน ผลกระทบวิกฤตครั้งนี้รุนแรงมากกว่าวิกฤต   ต้มยำกุ้งและยังต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าเป็นอย่างน้อย ภาคส่วนที่กระทบแบบจัง ๆ เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี, ร้านค้าปลีก, ผู้ประกอบการอิสระตั้งแต่แท็กซี่ หาบเร่ แผงลอย รวมไปถึงแรงงานที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการซึ่งอ่อนแอ มีการประเมินว่ากลุ่มครัวเรือนเปราะบางที่มีโอกาสเสี่ยงอาจกลายเป็นคนจนเพิ่มขึ้นมีถึง 1.14 ล้านครัวเรือนหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3.4 ล้านคน ประชากรเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นแรงงานตกงานสะสมที่ค้างอยู่ในขณะนี้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่สามารถพึ่งพาตนเองโดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในภาคส่วนที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว

อย่างไรก็ดีแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 4 ไปจนถึงปีหน้าทิศทางค่อย ๆ ฟื้นตัวเซคเตอร์ที่ฟื้นตัวก่อนคือภาคนำเข้า-ส่งออกที่การหดตัวน้อยลง ผู้เขียนอยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจนี้เห็นตรงกับข้อมูลดังกล่าวเพราะเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมออเดอร์เข้ามาล้นมือจริง ๆ  ตรงนี้เป็นสัญญาณที่ดีเพราะ “Exporter” อยู่แถวหน้าเจอวิกฤตก่อนภาคส่วนอื่นและฟื้นตัวก่อนใคร หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ส่งต่อไปยังภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น ๆ เนื่องจากภาคส่งออกเกี่ยวข้องทั้งการผลิต บริการ และเกษตรกรรม แต่อย่าไปหวังว่าจะฟื้นตัวได้เร็วขนาดวิ่งปรื๋อลุกออกจากเตียง  คงต้องพักฟื้นดูอาการเนื่องจากประเทศต่าง ๆ ยังติดเชื้อไวรัสงอมแงมที่สำคัญหวังว่าไทยจะไม่เจอล็อกดาวน์รอบสอง

แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่เริ่มเห็นแสงตะวันสอดคล้องไปในทางเดียวกันกับดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจหอการค้าไทย ระบุว่าเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาสูงสุดในรอบ 9 เดือนอีกทั้งดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนจัดทำโดยสถาบันการเงินแห่งหนึ่งระบุว่าความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปีทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย สำหรับสัญญาณทางบวกอีกประเด็นหนึ่งคือความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ม็อบผ่านมาสองเดือนเศษทำแค่เดินไปเดินมาสักพักคนไทยก็ชินส่วนเด็กนักเรียนจะใส่ฟอร์มหรือไม่ใส่ฟอร์มเรื่องจิ๊บจ๊อยอย่าทำเป็นเรื่องใหญ่

( สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat )

 สำหรับประเด็นแก้รัฐธรรมนูญอยู่ในกระบวนการของกรรมาธิการในการคัดสรรที่มาของ “สสร.” แต่งานนี้ต้องใจเย็น ๆ รอนานหน่อย อีกทั้งเสถียรภาพรัฐบาลของบิ๊กตู่หลังจากนี้ “แข็งปึ้ก” เพราะไม่ต้องทำอะไร

อยู่ดี ๆ ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยคนดัง ๆ ระดับแกนนำลาออกเป็นแถวแค่แก้ปัญหาในพรรคก็เหนื่อยแล้ว เป็นโอกาสและจังหวะที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเป็นแพ็คเกจ อะไรที่เด็ด ๆ ได้ใจประชาชนทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะยาวให้งัดออกมาให้หมด…เป็นนาทีทองครับ