เปิดอาณาจักร ‘เครื่องปรุงรส’ ไทย วัตถุดิบเล็กๆ ที่ครองเบอร์ 3 ตลาดโลก

จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ตลาด “เครื่องปรุงรส” ของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันไทยครองตลาดเป็น “เบอร์ 3 ของโลก” มาดูกันว่าในตลาดไทย มีแบรนด์ใดบ้างที่เข้ามาช่วงชิงตลาดนี้

หนึ่งในวัตถุดิบการทำอาหารที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้ นั่นคือเครื่องปรุงรส ที่เข้ามาช่วยสร้างรสชาติให้ดีขึ้น และยิ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการทำอาหารสำหรับเครื่องปรุงรสสำเร็จรูป ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมทำอาหารเองมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงภาวะวิกฤติที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ทำให้ปัจจุบันตลาดเครื่องปรุงรสในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมาก และยังเติบโตในตลาดต่างประเทศด้วย

สะท้อนจากเมื่อเร็วๆ นี้อรมน ทรัพย์ทวีธรรมอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ออกมาตอกย้ำประเด็นนี้ว่า สินค้าเครื่องปรุงรสอาหาร เป็นหนึ่งในสินค้าดาวเด่นของไทย และมีแนวโน้มเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากพฤติกรรมของผู้คนหันมาทำอาหารเองมากขึ้น โดยเครื่องปรุงรสประกอบอาหารสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น ซอสพริก ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา เครื่องแกงปรุงรส  ผงปรุงรส เป็นต้น

ตัวเลขการส่งออก ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2563 ไทยครองผู้ส่งออกเครื่องปรุงรสอาหารเป็นอันดับ 3 ของโลก มูลค่าสูงถึง 135.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเพิ่มขึ้นราว 18% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีมูลค่าการส่ง 790 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นรองสหรัฐและจีน โดยตลาดสำคัญเติบโตทั้งหมด เช่น เกาหลีใต้ ขยายตัวสูงสุด 33% อาเซียนและออสเตรเลีย ขยายตัว 25%

    

ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนการส่งออกนั้น เกิดจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยทำกับ 15 ประเทศ ทั้งหมด 13 ฉบับ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม บูรไน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ฮ่องกง ชิลี และเปรู ส่งผลให้ได้รับการยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าเครื่องปรุงรสจากไทย

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวปิดท้ายว่า ตลาดเครื่องปรุงรสอาหารไทยมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เนื่องจากความนิยมอาหารไทยที่เพิ่มขึ้น พร้อมแนะว่าผู้ประกอบการไทยเองควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย และมองหาตลาดใหม่ๆ ที่ตลาดไทยมีความตกลงการค้าเสรีด้วย

159420800950

ทั้งนี้หากเจาะลึกไปที่เครื่องปรุงรสอย่างผงชูรสและผงปรุงรส จะเห็นว่าแบรนด์หลักๆ ก็คือ บริษัท อายิโนะโมโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตผงชูรสแบรนด์ถ้วยแดง แต่ผู้คนมักติดปากว่าเป็นแบรนด์อายิโนะโมโต๊ะ ที่ก่อตั้งขึ้นราว 60 ปีก่อน หรือประมาณปี 2503 โดยจากข้อมูลเมื่อปี 2561 บริษัท อายิโนะโมโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ครองตลาดเป็นอันดับ 1 ในไทย ด้วยมาร์เก็ตแชร์ราว 75%

นอกจากนี้ภายใต้บริษัทนี้ยังแตกไลน์ผลิตภัณฑ์สร้างความหลากหลาย ทั้งผงปรุงรสแบรนด์รสดี, รสดีเมนู, รสดีซุปก้อน และต่อยอดสู่เครื่องปรุงรสสำหรับอาหารจีนแบรนด์กุ๊กดู ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิตรวมทั้งหมด 6 แห่ง

หากดูรายได้ปี 2563 พบว่า บริษัท อายิโนะโมโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้รวม 2.60 หมื่นล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 5.10 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 957 ล้านบาท หรือมีกำไรเพิ่มขึ้นราว 23.09%

  • เปิดวิธีเช็คสถานะ 'เงินเยียวยา' จาก 'ประกันสังคม'

  • จัดให้! ผู้ประกันตนมาตรา 33 ครม.อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาครั้งเดียว 15,000 บาท

  • ‘เยียวยาเกษตรกร’ เช็คสถานะ ‘เงินเยียวยา’ โอนต่อเนื่อง อีก 2 วันสุดท้าย!

159420818924

ขณะที่มาร์เก็ตแชร์อันดับ 2 ในตลาดผงชูรส เป็นของ บริษัท ไทยชูรส จำกัด ที่ครองตลาดไทยอยู่ราว 20% ทิ้งห่างจากเบอร์ 1 ค่อนข้างมาก โดยมีแบรนด์ในเครืออย่าง ตราชฎา ถ้วยไทย และเรือปลา รวมถึงมีการแตกไลน์การผลิตไปสู่ผงปรุงรสสำเร็จรูปเช่นเดียวกันภายใต้แบรนด์โอชา

รวมถึงยังมีแบรนด์ชฎาทองที่ผลิตน้ำมะขามเปียก และเข้าไปแจมในตลาดน้ำยาล้างจานด้วยภายใต้แบรนด์วีแมกซ์

ปี 2562 บริษัท ไทยชูรส จำกัด โกยรายได้ไปราว 1.07 พันล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 201 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 59.23% ซึ่งอยู่ที่ 126 ล้านบาท

159420834543

ขณะเดียวกันยังมีผงชูรสแบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ในท้องตลาดอีกและครองมาร์เก็ตแชร์รวมราว 5% อย่างเช่น บริษัท ราชาชูรส จำกัด ที่ผลิตผงชูรสตราช้อนออกสู่ท้องตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ปี 2562 บริษัท ราชาชูรส จำกัด มีรายได้รวมอยู่ที่ 2.96 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ราว 4.52% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 493 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 8.43%

รวมถึงยังมีผงชูรสแบรนด์ภูเขา ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เค ที เอ็มเอสจี จำกัด หรือ “อายิโนะทาการะ” ที่ได้ออกผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสมาด้วยภายใต้แบรนด์รสหนึ่ง ที่เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 โดยปีที 2561 บริษัทมีรายได้รวม 318 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 755,366 บาท

และอีกหนึ่งบริษัทที่เป็นที่รู้จัก และเพิ่งเปิดตัวในปี 2542 คือ บริษัท เอฟพลัส จำกัด ผู้ผลิตผงชูรสตราต้นไม้แดง หรืออากาเนะ และผงปรุงรสแบรนด์ฟ้าไทย เติมทิพ และพ่อครัวทอง นอกจากนี้ยังโปรดักส์ เช่น น้ำชงสำเร็จรูปชนิดผงแบรนด์สวีทตี้

โดยข้อมูลจากปี 2562 บริษัท เอฟพลัส จำกัด มีรายได้รวม 1.54 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 16% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 179.85%

อย่างไรก็ตามยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่เข้ามาช่วงชิงตลาดเครื่องปรุงรสอยู่อีกมาก จึงเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะแม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจ แต่ความต้องการสินค้ากลุ่มนี้ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องและดูมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์นั่นเอง 

ที่มา : dtn, NFI.FIC, brandage,