“อลงกรณ์”แนะรัฐบาลเจรจาร่วมไทย-เมียนมาเดินหน้าโครงการทวาย

"อลงกรณ์"แนะรัฐบาลเจรจาร่วมไทย-เมียนมาเดินหน้าโครงการทวาย

“อลงกรณ์”หนุนรัฐบาลเดินหน้าโครงการทวาย แนะ 3 อ็อปชั่นเจรจาเมียนมาร่วมไทยเปิดประตูตะวันตกดันกาญจนบุรีเป็นฮับโลจิสติกส์มุ่งตลาดเอเซียใต้-ตะวันออกกลาง-แอฟริกา-ยุโรป

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรค เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นคู่สัญญากลุ่มธุรกิจร่วมทุนภายใต้บริษัทจดทะเบียนในเมียนมาถูกบอกเลิกสัญญาจากคณะกรรมการบริหารงานพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือ Dawai Special Economic Zone Management Committee :DSEZMC ว่า การยกเลิกสัญญาบริษัทอิตาเลียนไทยไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลเมียนมายกเลิกโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพียงแต่เป็นการรีเซ็ตโครงการเท่านั้น

ทั้งนี้ ตนเองเห็นด้วยที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้เจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพื่อเดินหน้าโครงการทวายต่อไปและนายกฯได้มอบหมายนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังเป็นผู้เจรจาเพราะนายอาคมรู้ลึกถึงโครงการนี้ตั้งแต่โครงการเริ่มตั้งไข่ ทั้งนี้สมัยที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์การค้าและรมช.พาณิชย์ภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้วางนโยบาย 3 วงแหวน 5 ประตูโดยในส่วนการเปิดประตูตะวันตกที่จ.กาญจนบุรีได้เจรจากับรัฐบาลเมียนมาจนเปิดด่านสากลระหว่าง 2 ประเทศที่จ.กาญจนบุรีได้สำเร็จรวม ทั้งเส้นทางโลจิสติกส์สู่ท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งรัฐบาลต่อๆมาได้สานต่อการพัฒนาถนนมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี และถนนจากจ.กาญจนบุรีถึงทวายเพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของความเชื่อมโยงทาง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยระหว่างปี 2552-2554 ตนได้นำคณะไปสำรวจพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและเส้นทางเชื่อมจ.กาญจนบุรีกับทวายโดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลังตอนนั้นเป็นรองเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจฯ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วมคณะไปด้วยทุกครั้ง

  • ไชโย…รับวัคซีน
  • สตม. – กคม.เตรียมกวาดล้าง2แก๊งขนแรงงานเมียนมาเข้าไทย

นายอลงกรณ์ กล่าวย้ำว่า โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและอาเซียน เพราะเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ฝั่งตะวันตกของไทย ซึ่งวางกาญจนบุรีเป็นประตูตะวันตกและโลจิสติกส์ฮับเชื่อมโยงแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (SEC) ระหว่างเมียนมา–ไทย–กัมพูชา–เวียดนาม สู่ตลาด 3 ทวีปคือเอเซียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกาและยุโรป โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการท่องเที่ยวก็ได้ประโยชน์อย่างมากจึงต้องเร่งเจรจาเพื่อเดินหน้าโครงการนี้ต่อ เราต้องเริ่มวันนี้เพื่ออนาคตยุคหลังโควิด-19และขอเสนอแนะแนวทางการเจรจา 3 ประการเป็นกรอบและเป้าหมายระยะเร่งด่วนในช่วงรีเซ็ตโครงการกับรัฐบาลเมียนมาดังนี้ 1.เร่งพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์ทั้งระบบถนน รางรถไฟ เครื่องบินและการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย เชื่อมโยงจีน เวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทยและพม่าสู่ตลาดเอเซียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกาและยุโรปเนื่องจากได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมามากแล้ว 2.เปิดกว้างการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของไทยลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมกาญจนบุรีและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายภายใต้การพัฒนาร่วมระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก(Western Economic Corridor)กับระเบียงเศรษฐกิจใต้ของเมียนมา

3.ดึงความร่วมมือจากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ตะวันออกกลาง เวียดนาม ลาว และกัมพูชามาสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากโครงการนี้โดยเฉพาะด้านการขนส่งโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว การพัฒนาในช่วงรีเซ็ตโครงการ โดยเร่งพัฒนาตามแนวทางดังกล่าวจะทำได้เร็วและเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายโดยมีไทยและเมียนมาเป็นแกนนำการขับเคลื่อน ข้อเสนอนี้ยังสอดคล้องกับแผนแม่บทการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งของอาเซียน (ASEAN Connectivity) ซึ่งได้รับการผลักดันจากกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและ ญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดเส้นทางการค้าและ ประตูเช่ือมเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกแห่งใหม่ตามแนว ระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง(Greater Mekong Sub-region:GMS) โดย ท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกของ ภูมิภาค สร้างทางลัดโลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนกับโลกตะวันออกและโลกตะวันตก นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด