ส่งออกไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ลุ้นปีนี้ติดลบแค่ 8%

ส่งออกไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ลุ้นปีนี้ติดลบแค่ 8%

สรท.ประเมินส่งออกไทยเริ่มผงกหัวปรับเป้าหมายปี’63 เหลือติดลบ 8% หลังออเดอร์สินค้าเป็นบวกติดต่อกัน จี้รัฐคุมค่าเงินบาท –ต้นทุนขนส่งพุ่ง หวั่นฉุดการฟื้นตัวส่งออก

น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนส.ค. 2563 มีมูลค่า 20,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7.94% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน  ส่วนการนำเข้าในเดือนส.ค. 2563 มีมูลค่า 15,862 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ลดลง19.68 % ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 4,349 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ขณะที่ภาพรวม 8 เดือน (ม.ค.- ส.ค) ไทยส่งออกรวมมูลค่า 153,374 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7.75% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   

การส่งออกในเดือนส.ค. กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 13.2% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน  โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดีอยู่ คือ น้ำมันปาล์ม สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง แต่สินค้ากลุ่มที่หดตัวคือ น้ำตาลทราย ยางพารา ผักผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูป ข้าว 

ทั้งนี้สรท.ได้ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2563 ติดลบ 8-10 %  จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 10 % โดยปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ อุปสงค์ทั่วโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เห็นได้จากตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจในหลายส่วนเริ่มมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายผลิตในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีค่าเกิน 50 (ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่เดือนพ.ย. 2562) ที่แสดงถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิต

ด้านยอดคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกทั่วโลกขยายตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ส่งผลให้การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ อาทิ สินค้าอาหาร (ข้าวกลุ่มพรีเมียม ทูน่ากระป๋อง) สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานที่บ้าน (เครื่องใช้ไฟฟ้า) และสินค้าเพื่อการป้องกันการระบาดของโรค (ถุงมือยาง)

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1.กำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกที่ยังมีความอ่อนแอ เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกที่ตกต่ำในปัจจุบัน กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัว 2.ค่าเงินบาทที่ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

  • รัฐบาลใช้ช่องทางต่างประเทศเพิ่มโอกาสการค้า-การลงทุนหลังโควิด
  • ส่งออกสัญญาณดี เดือนส.ค.ทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ลุ้นปีนี้ติดลบแค่ 5-8%

3.International logistics  พบว่าค่าระวางสูง โดยเฉพาะในเส้นทางทรานส์แปซิฟิกและเส้นทางออสเตรเลีย อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากหลายสายเรือเริ่มมี space ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถรับ booking ได้และต้องมีการปิดรับชั่วคราว รวมถึงการขาดแคลนตู้บรรจุสินค้า เนื่องจากจำนวนตู้บรรจุสินค้านำเข้าและตู้เปล่านำเข้าที่ลดลง

4.ปัญหาภัยแล้ง เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ รวมถึงเขื่อนบางพระทางตะวันออก มีปริมาณน้ำการได้จริงในระดับต่ำ และ 5. ปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว

อย่างไรก็ตามสรท.มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล เพื่อดูแลเศรษฐกิจดังนี้ 1.รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่แข็งค่ากว่าสกุลอื่นในระดับภูมิภาค  2.แก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่เพียงพอ ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้  

3.เร่งแก้ไขปัญหาการปรับเพิ่มของอัตราค่าระวางและค่าบริการภายในประเทศ (Local Charge) ) ให้เหมาะสม  4.แก้ปัญหาปริมาณระวางเรือและตู้บรรจุสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ

“ส่งออกไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว หลังมีการเปิดประเทศ  ซึ่งส่งออกเดือน ส.ค.ติดลบ 7.94% ถือว่ามีแนวโน้มติดลบน้อยลง แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาต้นทุนขนส่งและปริมาณตู้สินค้าที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ เนื่องจากการส่งออกของจีนขยายตัว 11% จนอาจฉุดการฟื้นตัวส่งออกไทย” น.ส.กัณญภัค กล่าว