2021-09-11

สัมผัสชีวิต “นนท์ ธนนท์” โดนบูลลี่ โห่ไล่กลางเวที สู่นักร้องคุณภาพขวัญใจแฟนๆ

By Abdul

เป็นนักร้องหนุ่มคุณภาพอีกหนึ่งคนที่ความสามารถคับแก้ว สำหรับ นนท์ ธนนท์ นักร้องหนุ่มที่แจ้งเกิดจากเวที เดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ซีซั่นที่ 1 และปล่อยผลงานดีๆ พร้อมกับเสน่ห์แพรวพราวออกมามัดใจแฟนเพลง จนตอนนี้มีแฟนๆ ติดตามกันอย่างล้นหลาม และตอนนี้มารับบทบาทใหม่นั่งแท่นเป็นหนึ่งในกรรมการรายการ เดอะสตาร์ ไอดอล (The Star Idol) ค้นหาดาวดวงใหม่มาประดับงการบันเทิง ทางช่อง one31 

งานนี้ ขอคว้าตัวหนุ่มฮอตคนนี้มาพูดคุยกันถึงบทบาทใหม่สุดท้าทายนี้ พร้อมเปิดชีวิตกว่าจะเดินมาถึงวันนี้มีเรื่องราวฝังใจ โดนโห่ไล่ ลงจากเวที เรื่องราวจะเป็นอย่างไรบ้างไปชมกันเลย

ทำไมถึงได้มาร่วมเป็นหนึ่งในกรรมการรายการนี้?

“ผมก็ได้รับการชวนจากทางคุณบอย ก็ต้องขอบคุณมากครับที่เปิดโอกาสให้นนท์ได้มาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ตัวผมก็ค่อนข้างงงและตกใจแต่มีความรู้สึกดีใจอยู่ในนั้นด้วย รวมทั้งมีความกดดันเกิดขึ้นทันทีที่เราตอบตกลงไป”

ความกดดันที่ว่าเป็นเรื่องของอะไรบ้าง?

“ผมค่อนข้างจะเป็นคนที่บางทีรู้สึกเสียใจกับการที่ต้องเปิดประตูให้คนหนึ่งคน แต่ก็ต้องปิดประตูของคนอื่นๆ ไป มันเป็นโมเมนต์ที่ผมรู้สึกยังไม่ชิน ผมว่าคนที่เป็นกรรมการหลายๆ คนจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ คำตัดสินว่าคุณไม่ได้ไปต่อ นั่่นคือสิ่งที่เรารู้สึกไม่ค่อยอยากพูดเท่าไหร่ มันทำใจยากครับ เพราะทุกคนมีความพยายาม มีสิ่งที่อยากจะเป็น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นได้”

“จริงๆ ความตื่นเต้นไม่เท่าความกดดันเลยนะ เพราะไม่บ่อยครั้งที่ผมจะโผล่ไปในทีวีและไปในฐานะกรรมการ ไม่บ่อยครั้งที่หน้าจอทีวีบ้านเราจะมีกรรมการอายุ 25 ก็กดดันครับ”

กรรมการท่านอื่นๆ ก็มีแต่รุ่นใหญ่ๆ การร่วมงานกันเป็นยังไงบ้าง?

“สนุกมากครับ ตอนแรกผมก็คิดว่าพี่ๆ เขาเป็นผู้ใหญ่กันทั้งนั้นเลย เราจะยังไงดี เพราะเราก็ถือว่าอายุการทำงานห่างจากพี่ๆ เขามาก พี่ๆ เขาทำงานในวงการน่าจะเกือบๆ 20 ปีกันทั้งนั้น แต่นนท์เพิ่งผ่านมา 10 ปีในวงการ แต่ว่าถ้าย้อนกลับไป นนท์ร้องเพลงตั้งแต่ 7 ขวบ และร้องเพลงเป็นอาชีพมาตลอด ผมก็มองว่าประสบการณ์ที่เรามีน่าจะเป็นจุดแข็งของเรา พี่ๆ ทุกคนรีแลกซ์กว่าที่ผมคิดไว้มาก ทุกคนมีทั้งพาร์ทให้ความรู้ และพาร์ทความน่ารักกันหมดเลยครับ”

นนท์ ธนนท์

จากเด็กที่เดินสายประกวด เคยคิดฝันไหมว่าวันนึงต้องมานั่งทำหน้าที่กรรมการ?

“ไม่นึกฝันเลย เพราะเวทีนี้เป็นอีกหนึ่งเวทีที่เราดูมาตั้งแต่เด็กและเราก็เติบโตมา พอเดอะสตาร์ไอดอลกลับมาอีกครั้งนึงและมีโอกาสได้มาเป็นกรรมการก็ดีใจมากขึ้นไปอีกครับ”

คนดูจะได้เห็นอะไรจากเวทีนี้บ้าง?

“แน่นอนอยู่แล้วว่าเราจะได้เห็นความสามารถ พัฒนาการของน้องๆ ได้เห็นเสน่ห์ของแต่ละคน ไม่แน่ได้ชมรายการนี้แล้วอาจจะตกหลุมรักผู้เข้าแข่งขัน สำหรับผมผมมองว่าสิ่งที่ให้ความรู้สึกต่างจากเดิมคือผู้เข้าแข่งขันเก่งครับ บางคนมีความพร้อมสมบูรณ์มาอยู่แล้ว มันเข้มข้นด้วยตัวผู้เข้าแข่งขันเองที่ทุกคนมีเป้าหมายชัดเจนและตั้งใจทำมาก ในรายการเราจะเห็นอะไรแบบนี้เยอะมากเป็นจุดที่ทำให้กรรมการแต่ผู้ชมจะได้เห็นอะไรที่เข้มข้นแน่นอน”

เตรียมตัวเตรียมใจกับกระแสไว้แล้วด้วย?

“โดนด่าแน่นอน (หัวเราะ) ผมว่าทุกคนมีมุมมองและความเห็นที่แตกต่างกัน และเรื่องดนตรีไม่มีถูกไม่มีผิดมันเป็นเรื่องของเทส เราก็เต็มที่เลือกคนที่พร้อมที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น ถามว่าเตรียมตัวเตรียมใจกับกระแสวิจารณ์ไหมผมจำได้ว่าผมเข้าวงการวันแรกก็โดนบูลลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยนะ ตั้งแต่วันแรกที่ประกวดเสร็จยังไม่ถึง 24 ชม. คนเข้ามาด่าเต็มเลย บอกว่าไม่ได้นะ ไม่เหมาะเลย โน่นนี่นั่น”

“หรือแม้แต่ตอนเด็กๆ ผมขึ้นเวทีร้องเพลงลูกทุ่งผมก็โดนโห่ ผมผ่านอะไรแบบนั้นมาแล้วครับ แต่ผมไม่ได้บอกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมทนได้ หรือเป็นเรื่องปกติ จริงๆ เป็นเรื่องไม่ปกติแต่เข้าใจได้ว่าคนหลายคนก็ต้องมีมุมมองแตกต่างกันและก็มีการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน ผมและคณะกรรมการทุกคนเราทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ และที่สำคัญเดอะสตาร์มีมาตรฐานของตัวเองอยู่แล้วและมีมาตรฐานมาตลอดครับ”

มาอัปเดตชีวิตเราหน่อยเป็นยังไงบ้าง?

“มีเพลงที่ปล่อยไปแล้วชื่อเพลง “แน่ใจไหม” ครับ และก็มีกำลังซุ่มทำเพลงอัลบั้มของตัวเอง เป็นไปได้ก็อยากให้ได้ชมกันเร็วๆ นี้ครับ”

สุขภาพหลังป่วยโควิด-19 ล่ะ เป็นยังไงบ้าง?

“สุขภาพแข็งแรงมากครับ ต้องบอกว่าก่อนหน้าโควิดที่ทัวร์คอนเสิร์ตบ่อยๆ ตอนนั้นคิดว่าสุขภาพเราดีแล้วนะ แต่จริงๆ คือ แย่ พอมาได้อยู่นิ่งๆ ก็เลยได้เห็นว่าจริงๆ เราแข็งแรงได้อีก ส่วนตอนที่ป่วยโควิดตอนนั้นตัวผมเองไม่ค่อยมีอาการอะไร มีไข้ ปวดหัว ตัวร้อน หรืออาการรุนแรงอะไร แต่สิ่งที่รู้สึกตอนนั้นคือระแวงมากกว่าเพราะเราต้องทำงานกับคนเยอะๆ

ตอนที่ตรวจเจอผมก็รู้สึกดีใจที่เจอไวนะ เราจะได้เอาตัวเองออกมาจากคนอื่น เพราะผมคงรู้สึกแย่มากถ้าทำให้คนอื่นติดด้วย แต่ถามว่าตกใจไหมก็มีตกใจเหมือนกัน ช่วงนี้ก็ถ้าไม่ทำงานก็ไม่ออกไปไหน เพราะห่วงพ่อแม่ที่สุด ลำพังเราเองยังอายุไม่มากเรายังแข็งแรง แต่ถ้าเอามาติดคนอายุเยอะมันน่าเป็นห่วงครับ”

นนท์ ธนนท์

 

 ย้อนกลับไปถึงชีวิตก่อนจะประสบความสำเร็จ กว่าจะเป็นเราวันนี้ผ่านอะไรมาบ้าง?

“ผมว่าก็ผ่านอย่างที่ทุกคนผ่านแหละครับ อุปสรรคต่างๆ คำดูถูก ผ่านทุกๆ วิธีการแห่งการบั่นทอน ผ่านหลายบททดสอบที่ทุกคนก็อาจจะโดนแต่ในรายละเอียดที่แตกต่างกันไป เพียงแต่นนท์อาจจะโดนในช่วงเวลา หรือ ช่วงวัยที่นนท์ยังอายุน้อยเหลือเกินอะไรแบบนี้ครับ

อย่างช่วง 7 หรือ 8 ขวบ ขึ้นเวทีแรกๆ โดนโห่ คือ วงลูกทุ่งเขาจะมีถิ่นของเขา เช่น เขาจะจัดงานฉลองลูก อบต.ปั่นจักรยานได้ คนแถวนั้นเขาก็ต้องจ้างวงท้องถิ่น เพื่อให้เงินถึงคนท้องถิ่นช่วยอุดหนุนกัน แต่บังเอิญเราเป็นวงที่อยู่ภูเก็ตแล้วต้องไปเล่นนอกภูเก็ต กลายเป็นว่ามีวงเจ้าถิ่นมา จำได้ชัดเลยว่าขึ้นไปร้องแล้วโดนโห่ แบบเอามือป้องปากโห่เลย เป็นภาพที่จำได้ชัดเจน แล้วตอนนั้นนนท์ยังเด็ก รู้สึกว่าเจอเรื่องพวกนี้เร็วไปหน่อย (หัวเราะ) 

ตอนนั้นก็ร้องไห้ แต่ไม่ร้องบนเวที เป็นเรื่องที่ผมแปลกใจตัวเองเหมือนกัน ความคิดคือไม่รู้ล่ะ ชอบไม่ชอบไม่รู้ เราขึ้นมาร้องเพลงก็ต้องร้องให้จบ ผมก็ทำเต็มที่ แต่พอลงเวทีมาร้องไห้เป็นหมาเลย (หัวเราะ) กอดแม่ร้องไห้เป็นเด็กเลย”

กลายเป็นเรื่องฝังใจเลยหรือเปล่า?

“ฝังใจอยู่หลายปีเลย เหมือนมันทำให้เรื่องที่ยากอยู่แล้วกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก การได้รับการกระทำแบบนั้นจากคนกลุ่มนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่ในมุมเรามันได้รับผลกระทบมากเพราะยังเป็นเด็กไม่มีภูมิคุ้มกัน ช่วงนั้นก็ยาก ขึ้นเวทีต้องหลับตาร้องเพลงอยู่บ่อยๆ ไม่ค่อยกล้าลืมตาเลย”

พอมาเข้าวงการก็ยังโดนเหมือนกัน?

 “ใช่ (หัวเราะ) ผมมองว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเรื่องปกติของบ้านเมืองนี้ ที่เวลาไม่ชอบสิ่งไหนก็จะแสดงออกทันที ซึ่งผมมองว่าคนเราหลากพ่อพันแม่ แต่เราไม่ได้โตมาในบ้านที่ต้องแสดงออกแบบนั้นเวลาไม่ชอบอะไร ถ้าไม่รักสิ่งไหนเราก็จะไม่ไปทำลายมัน ก็แค่ปล่อยผ่านไป ซึ่ง ณ เวลาตอนนั้นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในสายตาของคนหลายคน แต่ก็อย่างที่บอกเรื่องของดนตรีเป็นเรื่องของเทสครับ ไม่มีผิดมีถูก ไม่มีสูตรตัดสิน มันอยู่ที่คนชอบ

เช่นเดียวกันตัวผมย้อนกลับไปมองตัวเองในตอนนั้น ผมก็ยังอยู่ในจุดที่ต้องพัฒนาอีกมากมาย ผมก็ทำในส่วนที่เราทำได้ให้ดีที่สุด เขาด่าเราเขาไม่เห็นต้องลงทุนอะไรเลย แต่เราสิทำโชว์แต่ละทีเราต้องทำอะไรบ้าง ผมต้องนั่งรถเสียค่ารถตั้งหลายหมื่น เสียเวลาวัยเด็กที่ต้องมานั่งร้องเพลงเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อมาใช้ในโชว์ แต่ผมคงไม่ใช่คนไปนั่งอธิบายอะไร ผมทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุดดีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปคนที่เคยด่าผมเขาก็มีมาบอกผมว่า น้องเหมาะสมจริงๆ ถึงเขาไม่ขอโทษแต่เขาเถียงอะไรผมไม่ได้สักอย่างเดียวครับ”

อะไรที่ทำให้เราเดินต่อไม่ถอดใจ?

“ผมมองคนที่ผมรัก มองคนที่ผมต้องดูแล ผมไม่ได้มีอายุคงอยู่ตลอดไป ผมก็อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่กับพี่ชายได้อยู่ในที่ที่ดีขึ้น ได้เจออะไรหลายๆ อย่างที่ดีกว่าเดิม ผมคิดแค่นั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะสามารถดูแลคนทุกคน ผมก็ดูแลเฉพาะคนที่ผมดูแลได้ ดูแลไหว เขาจริงใจและเขาดูแลผมด้วยเช่นกัน ผมทำงานตรงนี้มีทีมงานเบื้องหลังด้วย ผมไม่ได้เก่งคนเดียว มีทีมงานคอยดูแลคอยซัพพอร์ต เพราะฉะนั้นผมต้องทำหน้าที่ ทำงานทุกงานให้ดีเท่าที่เราจะทำได้ครับ”

นนท์ ธนนท์

เริ่มร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก รู้ตัวว่าชอบตั้งแต่ตอนไหน?

“จริงๆ สิ่งที่ผมชอบที่สุดไม่ใช่เพลงนะ ผมชอบเกมส์ หลายคนมักจะหยิบยื่นคำว่า นนท์ ธนนท์ ร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ แต่จริงๆ สิ่งที่ชอบมากคือเกมส์ครับ แต่การเล่นดนตรีกับการเล่นเกมส์มันต่างกัน เวลาผมเล่นเกมส์ผมจะตีความมัน เบื้องหลัง แบ็คกราวด์ต่างๆ เวลาเราเล่นเกมส์เราจะรู้จักตัวเองมากขึ้น บางทีเรากลัวทั้งๆ ที่ไม่น่ากลัว เราคิดว่ายาก ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ยาก แต่ทุกครั้งที่เราร้องเพลงเราได้รู้จักคนอื่น เราอยู่บนเวที ได้เจอคน ได้เห็นโลกข้างนอก ได้รู้จักตัวเองเวลาได้อยู่ร่วมกับคนอื่น ถ้าถามว่ารักอะไร ผมรักเกมส์ รักการ์ตูนมากๆ แต่ถ้าต้อเลือกคบ หรือต้องแต่งงานผมก็เลือกแต่งงานกับเพลง เพราะผมรู้สึกว่าเพลงกับดนตรีพาผมไปได้เจอสิ่งที่ดีกว่าเกมส์ พาผมไปเจอสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้รู้จัก”

พอใจกับชีวิตบนเส้นทางนี้หรือยัง?

“จริงๆ พอใจนานแล้วนะ พอใจตั้งแต่วันที่ให้พ่อแม่ไม่ต้องทำงานเหมือนเดิมได้ ให้พ่อแม่ได้พัก และพอใจมากที่มีทีมงานที่ดีคอยซัพพอร์ตเราอยู่ตลอด มีเพื่อนร่วมงานที่จริงใจเสมอมา นอกจากนั้นยังได้เจอกับกลุ่มแฟนๆ ที่พร้อมจะซัพพอร์ตเราในทุกสิ่งที่เราเชื่อและทุกสิ่งที่เราทำ แล้วก็มีผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส เชื่อมั่น ในตัวเรา ก่อนหน้านี้ผมคิดแค่ว่าจะมาทำงานเบื้องหลังในวงการดนตรีเฉยๆ แต่ตอนนี้มันเกินฝันแล้ว เดินมาไกลมาก ดีใจมากๆ นะ ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อในวันนึงที่เราเดินออกไป เป็นลุง เป็นปู่ เราจะได้นั่งมองด้วยความดีใจและประทับใจกับความทรงจำเหล่านี้ครับ”

 สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงแฟนๆ ไหม?

“ไม่มีอะไรนอกเหนือจากคำว่าขอบคุณจริงๆ ที่คอยซัพพอร์ตผมมาโดยตลอด เราเดินทางมาไกลกันมากๆ ไม่คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้นะในรถไฟของ นนท์ ธนนท์ ขบวนนี้ อยากให้ชมกันครับ ดีใจมากๆ ที่ได้ร่วมเดินทางกับทุกคน ไม่เคยเหงาและโดดเดี่ยวเลย และสุดท้ายฝาก เดอะสตาร์ไอดอลด้วยครับเป็นการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในการค้นหาดาวดวงใหม่เข้าไปอยู่ในใจของทุกคน ต้องบอกว่าเป็นดาวดวงใหม่ที่น่าสนใจมากๆ เพราะน้องๆ แต่ละคนมีพัฒนาการที่น่าสนใจมาก และรายการนี้มีแค่เสียงอย่างเดียวไม่พอ ฝากติดตามด้วยครับ”