2021-08-16

ศบค.มีมติให้ซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่ม 10 ล้านโดส-ซิโนแวคอีก 12 ล้านโดส หวังสกัดเดลตา

By Abdul

“หมอทวีศิลป์” เผยมติ ศบค. ให้จัดหาวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มอีก 10 ล้านโดส-ซิโนแวคอีก 12 ล้านโดส หวังมุ่งสกัดการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการจัดหาวัคซีนในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เพื่อนำมาใช้ในช่วงที่ระยะเวลาที่วัคซีนมีจำกัดเพิ่มเติม เนื่องจากปัญหาสายพันธุ์เดลตาที่วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้น้อย จึงควรเร่งการฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มความครอบคลุมในทุกกลุ่มเป้าหมายซึ่งต้องได้วัคซีน 100 ล้านโดสภายในปี 2564

ในขณะที่ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดหาวัคซีนเพิ่มจากบริษัทผู้ผลิตที่สามารถส่งมอบวัคซีนได้โดยเร็วที่สุด โดยให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติจองซื้อวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์ เพิ่มเติมอีกจำนวน 10 ล้านโดส (ผ่านมติ ศบค.เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา) พร้อมทั้งให้องค์การเภสัชกรรมจัดหาวัคซีนซิโนแวค เพิ่มเติมอีกจำนวน 12 ล้านโดส และให้เจรจาจัดหาวัคซีนอื่นๆ เพิ่มเติมอีกจำนวน 10 ล้านโดสภายในปี 2564

ทั้งนี้ ที่ประชุม ศบค.เห็นชอบตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอว่า เป้าหมายจะต้องหาวัคซีน อย่างน้อย 10 ล้านโดสภายในเดือนกันยายน และเร่งฉีดในกลุ่มอายผู้สูงอายุ 60 ปี กลุ่มโรคเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต โดยการฉีดวัคซีนในเดือนกันยายนจะปูพรมทุกจังหวัด โดยผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และให้ฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุให้ได้อย่างน้อย 70% ในทุกจังหวัดภายในเดือนกันยายนนี้ และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและรองรับแผนเปิดการท่องเที่ยว โดยในกรุงเทพฯ จะแบ่งวัคซีนไป 15% และในอีก 76 จังหวัด อีก 75% และจังหวัดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 10 จังหวัดอีก 8% และกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ องค์กรภาครัฐ กรมราชทัณฑ์ อีก 2%

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบรับความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุขจากต่างประเทศ โดยจะดำเนินการแลกวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ระหว่างรัฐบาลภูฏานกับรัฐบาลไทย ประมาณ 130,000 – 150,000 โดส โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลไทยจะต้องคืนวัคซีนให้รัฐบาลภูฏาน เพื่อแลกเปลี่ยนกันในภายหลัง ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ กระบวนการขนส่งวัคซีนมายังประเทศไทย และการส่งกลับคืน โดยขอสนับสนุนการขนส่งจากกองทัพอากาศ รวมถึงภาษีนำเข้าและส่งออก ตลอดจนค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยขอยกเว้นจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ส่วนการรับบริจาคยา Monoclonal Antibody (Casirivimab/Imdevimab) โดยกระทรวงสาธารณสุข ประเทศเยอรมนี บริจาคยาดังกล่าวเพื่อใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยโควิดหนักมาก จำนวน 1,000-2,000 ชุด ซึ่งจะช่วยลดผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตได้ 50-70% และได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว