2021-08-25

“วิด ไฮเปอร์” เปิดใจหลังเจอพิษโควิดงานหด หนี้ท่วม ยอมลดอีโก้ไปยืมเงินคนอื่น

By Abdul

นักร้องหนุ่ม วิด ไฮเปอร์ ที่ล่าสุดทนไม่ไหว หลั่งน้ำตาลูกผู้ชายตัดพ้อลงโซเชียล หนี้ท่วม อ่วมไม่มีเงินกินข้าวแล้ว จนกลายเป็นประเด็นดราม่า เพราะฟุ่มเฟือยหรือหิวแสงกันแน่ โดยเจ้าตัวมาเปิดใจผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่องone 31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ ใบเฟิร์น พัสกร เป็นพิธีกรดำเนินรายการ 

ที่โพสต์เกิดอะไรขึ้น?

วิด : “จริงๆ แล้วโควิดแหละ มันทำให้ทุกคนเป็นอย่างนี้ เพื่อนๆ ศิลปินบางคนยิ่งกว่าพี่ก็มี พี่แค่ตัดพ้อเฉยๆ ว่ามันเป็นอย่างนี้ จริงๆ ก็สุดทนแล้วเหมือนกัน เงินเก็บก็หมด อะไรก็หมด เราไม่เคยยืมเงินใคร ตอนแรกๆ เรื่องเงินไม่ขัดสนเลย แต่ตอนนี้มันขัดสน พอเราจะยืมใคร มันก็ไม่มีให้ยืม อีกอย่างคือคนที่ให้ยืมได้เขาก็ไม่ได้ดีกว่าเราเท่าไหร่ แต่บังเอิญว่าเขาให้ยืมมาแล้วพี่รู้สึกอึดอัดตรงที่ว่าเวลาไปคืนเขาไม่ตรง เราก็รู้สึกอึดอัด เวลาคืนเรายืมคนนี้ มาคืนคนนี้ คือเราหาไม่ทัน เพราะพี่พยายามสุดแล้ว จากที่ตัวเองมีเงินอยู่ก็หมดไป ช่วงนี้ไม่มีเงิน รายได้ไม่เข้า หาหนทางไปทำอย่างอื่น แต่มันก็ไม่ใช่งานที่เราถนัด มันออกไปเท่ากับมันไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่เลย มีแต่ติดลบด้วย”

สถานการณ์ของวิด ไฮเปอร์ ขนาดนี้ สาหัสขนาดไหน?

วิด : “สาหัสๆ ค่ารถ ค่าบ้านก็ทวงหมด เพราะเรามีผ่อนผันไปแล้ว เราคิดว่าโควิดมันน่าจะมา 3-4 เดือนหมด แต่มันยาว แล้วมีดอกเบี้ยอีก ก็เลยบอกว่าหันไปทางไหนมันก็ลบไปหมด เพราะฉะนั้น คนไม่เป็นแบบนี้หรือเพื่อนๆ คนไหนไม่เป็นแบบนี้ไม่รู้ นอกจากตัวเราเอง เพราะฉะนั้นผมไม่ได้งอแงที่มาบ่นว่าไม่มีเงิน จะให้คนอื่นมาช่วย โอนมาให้ มาช่วยดูแล มันไม่ใช่ ผมแค่ตัดพ้อตัวผมเองว่าตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ ถ้าสมมติว่ามันยังไม่หมดโควิดผมคงแย่ก่อนที่จะหมดโควิดแน่ๆ”

ประโยคที่เขียนไม่ได้ตัดพ้อ แต่ชีวิตจริง?

วิด : “จริงด้วย” 

อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจโพสต์ลงไป?

วิด : “มันไม่ไหว แล้วรอบข้างก็เป็นหมด ทั้งเพื่อนอะไรด้วย เราเลยโพสต์ว่าไม่ไหวจริงๆ อีกอย่างนึงคือเราลงโพสต์ไปอย่างนั้นแล้วไม่คิดจะออกรายการอะไรอยู่แล้ว ใครมาสัมภาษณ์ พี่ออกรายการไหม คิดอยู่ในใจว่าไม่ออกหรอก พี่แค่ตัดพ้อตัวเอง เดี๋ยวคนอื่นมองว่าพี่อยากโปรโมทตัวเองหรือเปล่า มีคนออกมามันมีทั้งบวก ลบ แต่พอคิดไปคิดมา เพื่อนบอก แล้วพี่น้องบอกก็ลองดูแล้วกัน ให้เขารู้ว่าเราเป็นอย่างนี้จริง กล้าพูดไปเลย แล้วพี่เป็นคนที่พูดอะไรตรงๆ เอาก็เอา แล้วเป็นกระบอกเสียงให้หลายๆ คนที่เป็นอยู่ด้วย อย่าคิดว่าเรา เห้ย…คุณมาฉายแสงหรือเปล่า ผมเคยออกสื่อแล้วมีอะไรอย่างนี้หรือเปล่า ไม่เคย ผมมีกระแสตอบนับเพลงดังหลายเพลงก็จริง แต่ผมไม่ค่อยได้ออกสื่อมากมาย ทำงานตัวเอง ทำนู่น ทำนี่  ทำสังคม เล่นกีฬา ช่วยเหลือคนอื่นเยอะแยะมากมาย แล้วไม่คิดจะหวังผลตอบแทนกลับมา ถ้าอย่างนี้คนมองว่าผมฉายแสง ผมบอกเลยผมไม่เคยแม้แต่คิด ผมทำจริง”

พี่บอกว่าชีวิดลำบาก บาทีอาจจะต้องยืมเงิน อายไหม?

วิด : “อาย ที่ออกรายการ จากคนมองเราจุดนี้ ถ้าเรามาพูดหรือสัมภาษณ์อะไรออกไป มองต่ำเลยนะ เพราะเราไม่รู้หนอกในความคิดเขาบวกหรือลบ คิดดับเรา”

พี่สามารถดูแลตัวเองกับเงินที่อยู่ในตัวไปได้มากน้อยแค่ไหน?

วิด : “มันไม่ได้เยอะอะไร ตอนนี้ไม่เท่าไหร่แล้ว คือมันติดลบหมดแล้ว เราไม่มีรายได้เข้ามันก็ลำบากหมด อีกอย่างเพื่อนก็คอยช่วยเหลือ แต่บางทีเราทำๆไปแล้วมันไม่ได้อะไรกันเลย เรารู้สึกว่าต้องหยุด ถ้าไม่หยุดค่าใช้จ่ายมันก็มี” 

ตอนนี้แต่ละเดือนเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

วิด : “มีทั้งค่ารถ ค่าบ้าน รวมแล้ว ห้าหมื่นกว่าบาท แล้วค่าใช้จ่าย ค่าโทรศัพท์ ดูแลน้องหมา ให้แม่ ทุกอย่างมันรวมๆ แล้วเป็นแสน” 

เดือนที่แล้วเงินที่เข้ามาเท่าไหร่?

วิด : “ไม่มีเลย น้อยมาก ไม่กี่หมื่น ให้เช่าพระไป แล้วพอมันเริ่มหยุด มันก็มีลบขึ้นเรื่อยๆ ค่าบ้าน ค่ารถก็โทรมา มันก็กลายเป็นว่าทุกอย่างรอบด้าน เราเลยมองว่าไม่ไหวแล้ว เราไม่เคยเป็นแบบนี้ แล้วเรามองว่าตัวเรามันมีอีโก้ในตัวนะ แต่พอเป็นแบบนี้ต้องบอกคนตรงๆ ว่ามันไม่ได้จริงๆ แล้วคนอื่นที่อยู่รอบข้างเราก็เข้าใจเราเหมือนกันว่าเราให้สู้ๆ เราก็สู้อยู่ สู้แบบที่ไม่เคยเอ่ยปากยืมเงินใคร เพราะรู้สึกเกรงใจคน เพราะเราไม่เคยไปยืมขนาดนั้น ถ้าไม่สุดทนจริงๆ บางทีคนอื่นมายืมพี่ พี่ไม่มีไปยืมคนอื่นมาให้ คือยืมมาให้เพราสงสารเขาตรงที่เขาไม่มี แต่เราลุยไปก่อน”

แต่ตอนนี้เราต้องยืมให้ตัวเองแล้ว?

วิด : “ตอนนี้มันไม่ไหวแล้ว เข้าใจโลกเลย ทุกอย่างที่เป็นแบบนี้” 

นอกเหนือจากเงินที่มันไม่เข้าแล้ว ยังโดนโกงค่าตัวอีก?

วิด : “อึดอัด คนคิดว่าพี่มีเงินเก็บเยอะแยะ จริงๆแล้วพี่เริ่มมาจากศูนย์นะ พี่ไม่มีอะไร บ้านพี่เล่าตั้งแต่เล็กๆ  จนพี่ออกเพลง พี่ยังเช่าบ้านอยู่เลย แล้วพี่เริ่มซื้อบ้าน ดาวน์บ้านด้วยการมาตัวเปล่า ซื้อทีวี ซื้ออะไรเข้าบ้านหมดเลย แม่ก็อยู่กับน้อง เราก็พยายามทำแล้วจะได้มาอยู่ด้วยกันได้ คือเริ่มมาจากตรงนั้น พี่ไม่ได้มาจาก 10 พอมาจาก 0 มันก็เริ่มต้นมา พอรายได้เข้ามามันก็ไม่ได้เยอะแยะมากมาย เป็นวงก็ต้องหารเท่ากันทุกอย่าง เลยบอกว่ามันไม่ไหว ทุกอย่างคือมันรอบด้านไปหมดเลย” 

ที่เราโดนโกง เราโดนโกงแบบไหน?

วิด : “ก่อนที่จะเค้าท์ดาวน์ปีที่แล้ว ก็มีงานเลี้ยงตั้งแต่ 20 ขึ้นมาจนถึง 31 แต่พอโดนโควิดแรงมันงดหมดเลย แล้วที่เหลือที่บางงานที่เล่นแล้วมันไม่ได้เงิน” 

เล่นไปแล้ว แต่ทำไมไม่ได้เงิน?

วิด : “พอเล่นเสร็จ เขาจะให้เงิน โอนเงิน คือไม่โอน เขาบอกติดไว้ก่อนพี่ ผมโดนโควิดเหมือนกัน ลองคิดดู โดน 3 งานพี่ก็โดนไปแสนกว่าแล้ว แสนกว่าไม่เท่าไหร่ จ่ายลูกวงก่อน ถ้าเล่นเป็นวง จ่ายลูกวง จ่ายค่ารถตู้ก่อน  เราโดนคนเดียว ทวงเขา เขาก็ไม่มี เราก็ไม่รู้จะพูดยังไง บางคนคนกันเองที่รู้จักกันก็มี บางคนไม่รู้จักหน้าใหม่มาซื้องานเราก็ต้องให้เครดิตเขทหน่อย พอเราไปบ่นมากก็จะรู้สึกไม่ดี แต่เขาไม่มองหรอกว่าบางครั้งเราก็ไม่มีเหมือนกัน พอไม่มีแล้วหาไม่ได้ มันกลายเป็นติดลบ”

เรายังอยู่ค่ายไหม?

วิด : “อยู่ค่ายครับ ค่ายสามารถให้เรียกได้ แต่จริงๆ คือทำไม่ได้อยู่ดี เพราะเราเป็นคนคุย แล้วอีกอย่างงานแบบนี้พี่รับเองอยู่แล้ว พอได้เงินมาเราก็จ่ายหักเปอร์เซ็นต์เขาไป แต่พอไม่ได้เงินตรงนั้นเราก็ต้องตามด้วยตัวเอง ก็เลยบอกว่ามันก็ลำบาก” 

ปัจจุบันมีการทวงตามอยู่ไหม?

วิด : “พี่เลิกทวงแล้ว ตั้งแต่ก่อนสิ้นปีมาถึง 2-3 เดือนพี่มีโพสต์ออกไป แล้วตอนหลังไม่ทวงแล้วถือว่าไม่เป็นไร” 

เขาเงียบกริบเลย?

วิด : “อือ ผู้จัดการพี่ก็โดน บางทีเอาพี่ไปเล่นคนเดียว เขาจ่ายค่าเครื่องบินไปก่อน เขาก็ยังไม่จ่ายค่าตัว ยังไม่จ่ายค่าเครื่องบิน บอกว่าเอาอีกงานนึง งานต่อไป พอเล่นงานต่อไปปุ๊บพี่จ่ายหมดเลย ตัวผู้จัดการก็โดนค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับตั้งกี่รอบ”

เท่ากับไปเล่นให้เขาฟรีเลย?

วิด : “พอผู้จัดการผมส่งข้อความไปทวง มีการตอบกลับมาว่า ทวงเหมือนเด็กเลย พี่ยังงงเลย นี่ใครติดหนี้ใครกันแน่”

อยากให้พูดอีกครั้ง ณ ตอนนี้สถานการณ์มันแย่อยู่แล้ว ถ้าคุณเห็นอก เห็นใจ อยากให้เปิดใจหน่อย?

วิด : “จริงๆ ไม่อยากพูดเยอะหรอก ผมรู้ เข้าใจทั้งเขาด้วย เราด้วย แต่ตอนนี้มันเป็นอยู่ทุกๆ อย่าง ถ้าอะไรมี่พอช่วยเหลือกันได้ ช่วยดีกว่านะครับ ไม่มากก็น้อย มันก็ช่วยกันได้ อย่าคิดมุมคุณฝั่งเดียว ลองคิดมึมกลับฝั่งนี้ คุณก็จะรู้ว่าเขาก็เดือดร้อนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมีอะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกันดีกว่า เพราะผมก็ไม่อยากทวงมากมายละ เราไปทวงมากก็เหมือนเราบ้าบอคอแตก มันไม่ได้อะไร เหนื่อย แล้วไอนั่นก็จะโวยวายเราอีก จริงๆ แล้วคุณลองมองมุมกลับกัน คุณเป็นผม ผมเป็นคุณ แล้วคุณจะเป็นยังไง แล้วคุณจะรู้เอง แล้วลองไตร่ตรองดูว่าอะไรพอจะช่วยกันได้ก็ช่วยกัน” 

ถ้าเขาบอกว่ามีให้แค่ครึ่งเดียว เราหายกัน แล้วเขาโอนมาให้โอเคไหม?

วิด : “ได้ ไม่เป็นไรหรอก ไม่ซีเรียส ผมไม่ได้มองตรงนั้น มีเท่าไหร่ก็บอกมาตรงๆ ตอนผมมีเงินติดผมเถอะ ผมไม่ว่าหรอก เรื่องเงิน เรื่องทองผมไม่สนใจเลย แต่ตอนผมไม่มีเงิน ผมพูดจริงๆ เวลาผมหลุดปากไปว่าพี่ตรงคืนผมตรงนะ ผมไม่มีนะ คือเรื่องจริงที่ผมพูด แต่ถ้าเกิดไม่ให้ผม หรือคืนไม่ตรงผมรู้สึกโกรธตรงที่ว่าผมบอกแล้ว แต่เวลาผมมีเงิน สบายๆ คนรอบข้างจะรู้ว่าผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องเงินเลย แต่เวลาไม่มีเราบอกตรงๆ ต้องเข้าใจ พี่บ้านไม่มีฐานะเท่าไหร่ แต่เราเป็นคนตรง พูดอะไรตรง” 

วันนี้มาถึงจุดแตกหักแล้ว มีอะไรก็ต้องพูดแล้ว เพราะมันไม่มีแล้ว?

วิด : “ใช่”

แล้วนอกจากไม่ได้เงินเล่นคอนเสิร์ตแล้ว พี่เอาเงินไปลงร้านอาหารอีก?

วิด : “ใช่ แต่ร้านปิดไปนานแล้ว ปิดตั้งแต่โควิดรอบก่อนแล้ว ร้านพี่เปิดได้ไม่ถึงปี แต่มันมีเรื่องข้างในด้วย เอาจริงเรื่องโควิดพี่ไม่ได้กลัว มันมีเรื่องข้างใน” 

อันนี้พี่เป็นเจ้าของคนเดียวหรือมีหุ้นส่วน?

วิด : “เปล่าครับ มีหุ้นใหญ่ก่อน แล้วหุ้นใหญ่เขาปูทางไม่ดี แล้วมีหุ้นลมเพื่อนๆ ที่เป็นศิลปิน แล้วพี่เป็นคนช่วยดูแล แต่แล้วมันก็เหมือนตกกระไดพลอยโจรที่ต้องเสียเงินไปดูแลตรงนั่นด้วย แล้วทุกอย่าง ตลอด 8-9 เดือน เราไม่ได้เงินสักบาท ร้องเพลงด้วย เงินจมลงไปตรงนั้น เพราะเขากระโดดออกไปแล้ว เราต้องดูแลต่อ เพราะการเซ็นสัญญาเช่าที่ 1 ปี แล้วพี่ร้องไห้ครั้งสุดท้ายคือวันที่ปิดร้าน เพราะสาเหตุว่าเราอยากจัดคอนเสิร์ตตัวเอง เดือนสิงหาคม แต่มันไม่ถึง มันเลยกลายเป็นว่าวันนี้ต้องปิดแล้ว ร้องเพลงสุดท้ายเสียน้ำตา ตรงที่ว่าพี่บอกทุกคนตรงที่อยู่ในร้าน บอกว่า คนไหนที่เป็นแฟนคลับร้าน นายมีเซ พี่วิดบอกว่าวันนี้ว่าง เดี๋ยวมาเล่นคอนเสิร์ตให้ดู ไม่ต้องซื้อบัตร ใครมาถึงก่อนได้นั่งก่อน วันนั้นคนล้น แล้วมีคนมารอเต็มเลย พอร้องเพลงสุดท้าย เราก็บอกว่าพี่ต้องปิดร้าน สาเหตุคือเราย้ายไปอยู่ที่อื่น แล้วน้องๆ ที่เข้ามาดูเยอะๆ บ่อยๆ ร้องไห้กอดคอ แล้วบอกว่าพี่อยู่ที่ไหนบอกนะ มันรู้สึกอึดอัด มันแบบไม่ใช่ความผิดเรา จริงๆ ผมกล้าพูดตรงนี้ ถ้าผมดูแลไม่มีเจ๊ง พี่ดูแลทีแรกพี่วางโครงการไว้อย่างนี้ๆ แต่ละวงเล่นประจำยังไง มีศิลปินมาร้องประจำ แต่เขามาเปลี่ยนโครงการ” 

แสดงว่าพังเพราะผู้ถือหุ้นคนอื่น?

วิด : “ใช่”

ที่ปิดร้าน จะเรียกว่าส่วนนึงโดนโกงได้ไหม?

วิด : “บอกแบบนี้ตอนแรกเขาให้เราเป็นหุ้นลมดูแลทุกอย่าง เขาลงทุนให้ 1 ล้าน แต่เขาให้เราออกเงินช่วยแต่งร้านอะไรก่อน ตอนนั้นลงไปก็เดี๋ยวแกคืนให้ พอจบอะไรเสร็จพอเริ่มมีปาก มีเสียงอะไรกัน หุ้นใหญ่อยู่ๆ แกก็ออกเลย พอออกเสร็จปุ๊บใครดูต่อ ผู้จัดการพี่เป็นคนเซ็นสัญญา ไม่งั้นเขาโดนฟ้อง แล้วเงินเรายังไม่ได้คืน อยู่ๆ ปิดวันนั้นเลย เขาทะเลาะกัน มันต้องสานต่อกัน ก็ทำต่ออีกกับผู้จัดการ 2 คน” 

เงินมันจมร้าน นายมีเซ 8-9 เดือน หมดไปเท่าไหร่?

วิด : “เป็นล้านนะ ตัวพี่เองลงไป 4-5 แสน คือทุกวันไม่ได้เงินเลยไปดูแล ร้องเพลงด้วย ผู้จัดการพี่ก็โดนเยอะ  เดือนแรกพี่จัดคอนเสิร์ต กำไรเดือนแรก 6-8 หมื่น มันก็ดีๆ มาตลอด พอเริ่มมีอะไร ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด” 

เดือนแรกที่ได้กำไรเราได้ไหม?

วิด : “ไม่ได้ครับ เรามองว่าซับพอร์ตตรงนั้นก่อน เงินก็ไม่ได้มา ถามว่ากำไรตรงนั้นไปไหน คือยอดบัญชีตรงนั้นมั่วไปหมด พี่ยอมรับว่าเราดูแลฝ่ายบันเทิงทุกอย่าง พี่ไม่ได้ไปวุ่นวายตรงนั้น”

บทเรียนครั้งนี้พี่จ่ายไป 5 แสนกว่า?

วิด : “ล้าน”

ถือว่าเป็นความรู้แล้วกัน?

วิด : “ใช่ครับ ถึงไม่อยากจะพูด ไม่อยากทำอะไร”

เข็ดไหม?

วิด : “ทำต่อ แต่ทำเอง ทำกับน้องชาย ไม่หุ้นกับใครอีกแล้ว คือสาเหตุที่เจ๊งมันมั่วอยู่ภายใน จริงๆ ไม่ใช่อะไร เพราะคนมันจะเยอะอยู่แล้ว มันหม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรอก แล้วพี่มองว่าถ้าเกิดพี่อยู่ต่ออีกสักพักอาจจะโดนโควิด แล้วตอนนั้นที่ไม่ไหว เพราะมันมีบอลโลก บอลโลกเข้ามาคิดว่าจะสู้ บอลโลกมันอาจจะทำให้คนดูเยอะ แต่บอลโลกมันเล่นติดต่อกัน พักแค่ชั่วโมงเดียว ครึ่งชั่วโมง ต่อเกมสอง คนดูอยู่บ้านอย่างเดียว และที่สำคัญพี่โดนค่าเช่าแพงมาก” 

ทีมงานบอกว่าพี่วิดเคยโดนผีเจ้าที่ชี้หน้าด่า?

วิด : “จริงๆ มันไม่ใช่เจ้าที่ แต่เรามองว่าน่าจะเป็นเจ้าที่นะ เพราะเขาใส่ชุดราชปะแตน พี่ก็เลยมองว่าน่าจะเป็นเจ้าที่” 

เจอที่ไหน?

วิด : “รู้สึกว่าน่าจะเป็นปราจีนบุรี ผมไปเล่นคอนเสิร์ต เสร็จจากผับมาก็กลับมาพักต่อ แล้วอยู่ในห้องคนเดียว มือเบสกับมือคีบอร์ดเขานอนด้วยกัน เขาก็มีก๊งเหล้ากันพี่ก็ไปกินกับเขาหน่อย ตอนนั้นตี 2 นิดๆ ละกลับไปนอน เพราะ 8 โมงล้อหมุนมึงก็อย่ากินกันเยอะ เดี๋ยวต้องไปเล่นที่อื่นต่อ พอนั่งกินไปสักพักนึงพี่กลับไปนอน ห้องติดกัน เราก็เคาะ เบาหน่อย เสร็จพี่หลับไปน่าจะประมาณตี3 กว่าๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนพูด พี่ก็เลยลืมตา เห็นคนยืนอยู่ข้างตู้ ท่านแก่แล้วมีหนวด ท่านยืนชี้หน้าไม่พูดอะไร แต่ได้ยินเสียงว่าพวกมึงมาทำอะไรในที่กู ผมบอกเปล่าครับ ผมมาเล่นคอนเสิร์ต พูดออกไป แต่เหมือนพูดในใจ ผมไม่ได้ทำอะไร ผมพักผ่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เดินทางต่อครับ แล้วเราคิดว่าจะเอาโทรศัพท์มาถ่ายวีดิโอ เพื่อจะเอาไปให้คนดูจะได้รู้ว่าผีมีจริง”

“คือความคิดเราท้าทายเหลือเกิน เขาพูดมา มึงคิดอะไร แค่นั้นแหละขนหัวลุกทุกอย่าง ผมบอก ผมกราบขอโทษครับ ผมไม่ได้คิดอะไรครับท่าน มึงออกไปจากที่กู เราก็ครับผม เดี๋ยวผมจะรีบไปบอกเพื่อนๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมเดินทาง ผมจะไปถวายสังฆทานทำบุญให้ท่านด้วยครับ สักพักหายไปเลย พอทีนี้ผมออกจากประตูเลย เคาะห้องข้างๆ เขาก็บอกอะไรหัวหน้า มึงเลิกได้แล้ว เจ้าที่บอกมึงมาเสียงดัง กูว่าแล้วไง ไอนั่นบอกว่าหัวหน้าเส้นยึด ยังมีตลก ก็ให้พวกเขาเก็บของ ผมก็ไปนอนกับมือกีต้าร์ ไม่นินคนเดียวแล้ว แล้วประมาณ 7 โมงก็ลุกขึ้นมาไปอาบน้ำ เอาเสื้อผ้า เช้าก็จะไปเคาะประตู แต่ประตูเปิด มันไลน์กลุ่มเข้ามาแล้ว มันอยู่ข้างล่าง แล้วเขาบอกว่าโดนแล้ว พอขึ้นรถตู้ได้ เขาบอกว่าเขากำลังจะหลับ แล้วท่านก็มายืนชี้หน้าอย่านี้ที่ปลายเตียง แต่ไม่พูดอะไร”

แล้วเรื่องคุณแม่เหมือนโดนผีเข้า แล้วเกือบผูกคอตายต่อหน้า?

วิด : “ตอนนั้นอยู่ ป.4-ป.5 พี่สาวก็อยู่ ม.1-ม.2 แล้วเราก็เด็กๆ ยังใส่ชุดนักเรียนอยู่เลย ก็ช่วยแม่ แม่เป็นคนขายข้าวแกง แล้วเราก็เช่าบ้านอยู่ แม่ก็เข็นจากบ้านไปหน้าปากซอย แกจะขายทุกวัน แต่อยู่ๆ วันนั้นแกไม่สบาย ไม่ได้ขาย กลับมานอนที่บ้าน มันก็เป็นห้องแล้วกั้นผนังแล้วมีทีวีดู ก็เปิดไฟดูทีวี แม่ก็นอน สักพักนึงแม่ตื่นลงมาจากเตียง มาหน้าตู้เย็น เราก็ถามแม่ตื่นแล้วเหรอ พี่สาวก็เรียก หันมามองแล้วไม่พูดอะไรเลย ตาขวาง แล้วเราก็ถามทำไมไม่นอนต่อ ไม่สบายไม่ใช่เหรอ กูไม่ใช่แม่มึง เท่านั้นแหละ ตัวเราเองเด็กๆ ก็เริ่มกลัวผีอยู่แล้ว ก็มองว่าผู้ใหญ่เขาพูดแล้วมันจริงเหรอ อะไรแม่ พูดอะไร กูไม่ใช่แม่มึง เสียงเปลี่ยน สักพักนึงเขาเดินมาไปหยิบเก้าอี้ แล้วไปหยิบผ้า สักพักขึ้นไปบนเก้าอี้ พี่สาวบอกดูแม่ด้วย เดี๋ยวไปตามพ่อก่อน”

“ผมก็ไปจับขาแม่ แม่ทำอะไร ถีบเรา ออกไป กระเด็นแต่เราก็วิ่งไปอีก คราวนี้เอาเชือกผูกเป็นคอแล้ว เราก็ถามแม่ทำอะไร เราก็พยายามดึงๆ สักพักทีบเรากระเด็น แล้วแกเอาคอพาดแล้ว พอพาดปุ๊บถีบโต๊ะลง เราร้องไห้เกาะขา พี่สาวมา พ่อมา เพื่อนมาเต็มเลย พ่อก็รีบวิ่งไปเอามีดตัดผ้าขาดแล้วอุ้มลงมา ด่าใหญ่เลย มึงมาทำอะไรกู เรานั่งร้องไห้อยู่กับพี่สาวสองคน คือกลัวไม่รู้ทำอะไร ตัวสั่นไปหมด พ่อก็จับ คนอื่นก็จับ กระเด็นกันหมดเลย” 

แม่อยู่อย่างนั่น มีคนมาเข้าในร่างแม่นานไหม?

วิด : “นาน เป็นชั่วโมง”

แล้วเรารู้วิธีเอาออกไปยังไง?

วิด : “ก็มีคนถามมึงเป็นใคร เข้ามันทำไม กูเข้ามัน กูชอบมัน มันทำกับข้าวน่ากิน จะเอาไปอยู่ด้วย มันจะได้เป็นบริวารกู เขาขอร้องกันเยอะแยะว่าให้ออกได้แล้ว จนเขาหันมามองผมกับพี่สาว แล้วเขาพูดว่าถ้าออกนะเดี๋ยวจะให้เขาตักบาตรทำบุญให้ เขาก็เลยบอกเดี๋ยวกูออก กูไม่เอามันไป แต่มันต้องตัดบาตร 3 อย่างนี้ต้องมีให้กูทุกวัน ผัดปลาดุก เขียวหวานไก่ ไข่พะโล้ เขาขอ 3 วัน ถ้าไม่ทำให้กู กูจะกลับมาเอามันอีก ถ้ากูไม่เอามัน พวกมึงต้องโดนหมดใครก็ได้ เขาบอกว่าพยายามจะเข้าแม่พี่หลายรอบแล้ว แต่แม่พี่จิตแข็งอยู่นีง แต่ช่วงนั้นไม่สบาย แต่ก็ยังไม่ออก จนมันขอเหล้าขาวกินแก้วนีงเต็มๆ เขาก็ยกดื่มแล้วบอกว่ากูไปบอกให้มันทำนะ ก็ออกไปแม่ก็สลบตรงนั้น ประมาณ 10 นาทีถึงจะตื่น พอตื่นก็ถามมึงมาทำอะไรในบ้านกูเนี่ยเยอะแยะไปหมด พวกมึงมานั่งกินเหล้าที่บ้านกูเหรอ ไม่ใช่ มึงอะโดนผ่เข้านะ พ่อเขาบอก กูโดนผีเข้าอะไร กูนอนอยู่ดีๆ ใครอุ้มมาตรงนี้ ก็ให้เขาไปกินยานอน วันหลังก็มาเล่าให้แม่ฟัง แล้วเขาก็ทำบุญให้”

เห็นว่าเจอผีอำทั้งวง?

วิด : “มีครับ ตอนนั้นไฮเปอร์แรกๆ เลย แล้วไปเลืนคอนเสิร์ตและสัมภาษณ์วิทยุที่ชุมพร แล้วไปถึงตี2 ได้มั้ง แล้วเข้าที่พัก ที่พักเต็มด้วยนะเขาก็ให้ไปพักชั้น4 เราก็คิดว่ามีห้องอยู่ แต่เผอิญว่าชั้น4 เป็นห้องรับรองที่จัดงานเลี้ยงก็จะมีไม่กี่ห้อง ฝาผนังนี่ลอก น้ำเหม็นอับ ทุกอย่างมันเก่า เขาไม่ได้เปิดใช้ แต่เราไม่รู้ว่ามีคนตาย ดูกลัวๆ มันต้องมีอะไร มือเบสบอกไม่มีอะไรหรอก เข้าไปนอนคนเดียว แต่เรา 4 คนนอนห้องเดียวก้น ผมก็บอกว่าใครนอนก็นอนพี่ไมานอนนะ เพราะรู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไร พอผ่านไปสักพัก มือกลองตัวบิดไปบิดมาอยู่ข้างเรา เราก็งงว่าอะไร โดนผีอำแน่ เราก็ตบหน้ามัน มือกีต้าร์ก็บอกว่าเส้นยึดสักพักพอดับไฟนอนต่อ ผ่านไป 15 นาที มือคีย์บอร์ดสะกิด พี่ๆ หนึ่งเป็นอะไรไม่รู้ตัวเกร็ง เราก็บอกมึงโดนด้วยแล้วละ เราตบทีแรกสะดุ้งวิ่งออกไปนอกห้องเลย”

“คราวนี้วิ่งตามกันหมดเลย ไม่ขึ้นมากันอีกเลย พอตอนไปซาวด์เช็คแล้วคุยกัน เขาบอกว่ามือกลองเขานอนอยู่แล้วได้ยินว่าผู้หญิงมาสะกิด พี่หนูอยู่ที่นี่ พี่อยู่กับหนูได้ไหม นี่ก็บอกว่าอยู่ไม่ได้ ผมมาเล่นคอนเสิร์ต ถ้าพี่อยู่กับหนู หนูให้พี่หมดเลย เอาสร้อยทองมายื่นให้ ผมอยู่ไม่ได้ ผมมีครอบครัวแล้ว จากหน้าสวยๆ เป็นหน้ากะโหลก มันเลยตกใจ เราตบหน้ามันเลยสะดุ้งตื่น ส่วนมือกีต้าร์เขาเห็นเงาที่ปลายเท้า เขาบอกเนี่ยๆ ไอป๊อกมึงจะมาแกล้งกู เดี๋ยวกูถีบให้ แล้วยืนมือมาจับขา แล้วจับหน้าอก แต่ตัวไมาขยับนะ ออกเลย”

แล้วมือเบสที่แยกไปนอนคนเดียวละ?

วิด : “ไอ้นั่นเขาไม่โดน” 

ประสบการณ์เฉียดตายเกิดอะไรขึ้น?

วิด : “ช่วงที่เข้าไปอยู่ RS ปีแรกเลย กระแสดี ทัวร์คอนเสิร์ตเลย แล้วช่วงปลายปีเป็นช่วงเบญจเพศเราด้วย แต่มันก็มีอะไรแปลกๆ คือเราไปเล่นคอรเสิร์ตต่ออีกวันที่สุรินทร์ จริงๆ เราจะต้องนั่งรถเช้าทุกครั้ง นั่งไม่เกิน 4 ชม. จะออกตอนเช้า แต่วันนั้นผู้จัดการบอกว่าให้ออกตอนกลางคืนเลยจะได้พักผ่อน ก็เลยออกกันตอนตี2-3 แล้วพอตอนกลางวันสักประมาณ 8-9 โมง ช่วงนางรองที่จะไปบุรีรัมย์ คนขับเขาหลับในแล้วขับตกลงข้างทางแล้วไปชนต้นไม้ใหญ่ รถก็เอียงข้าง กระจกแตกหมด เบาะหลุด เราก็ตกใจ เพราะก่อนหน้านั้นชั่วโมงนึง ยังขออนุญาตพี่คนขับจอดหน่อยขอฉี่สักหน่อย พอชนเสร็จเราก็เจ็บหมดเลย ไม่รู้เป็นอะไรหรือเปล่า แล้วเห็นคนอื่นเลือดออก เราก็คิดทำไมเป็นเหมือนหนัง พอจะดังขึ้นมาต้องมีอุบัติเหตุ พี่กาะดูกสันหลังยุบ ส่วนมือกีต้าร์นิ้วหัก มือกลองขาหัก ซาวด์เอ็นจิเนียดั้งหัก มือเบสหนักสุดคือก้นกบละเอียดเลยแล้วช้ำไปหมดเลย เขาเลยต้องใช้เหล็กบล็อกหลังไว้ คนขับปากแตกเฉยๆ แต่เขาพูดมาว่าเขาเห็นใครนั่งอยู่กับมือกลองข้างหลัง เขาบอกว่ามันเกินคนนึง” 

พี่วิดสมัยก่อนเป็นผู้ชายเจ้าชู้ขนาดไหน?

วิด : “จะบอกว่าผู้ชายเจ้าชู้ทุกคน” 

มันมาคู่กันไหม นักร้องกับความเจ้าชู้?

วิด : “ใช่ ผู้ชายทุกคนเจ้าชู้หมดแต่งอยู่ที่ว่าจะเจ้าชู้มาก เจ้าชู้น้อย อย่างนักดนตรีมันได้เปรียบตรงที่ว่าเล่นๆ อยู่มันมีคนมาชอบโดยปริยายอยู่แล้ว ถ้าไปจีบใครก็จะมีความดึงดูดมากกว่า”

แต่เขาบอกว่าเสน่ห์แรงกระทั่งสาวสองก็เคยมาจีบ?

วิด : “มี แต่เราก็ตีความหมายว่าเราไม่ได้ชอบเพศแบบนั้น แค่เราเป็นกระบอกเสียง เขาก็จะเข้าใจเวลาเราพูด แล้วก็จะมีเพื่อนเป็นกะเทยเยอะ ก็เลยมีความหมายเรื่องมาทำเพลง ตอนเล่นกลางคืนก็มีอยู่แล้ว คนนู่นมาจีบ คนนั่นมาจีบในร้านที่เราเล่นประจำ” 

ไปทัวร์ต่างจังหวัดมีเคาะห้องไหม?

วิด : “มีอยู่แล้วครับ เราก็เอาผู้จัดการกั้น เพราะเราก็ต้องเซฟตัวเองไม่รู้เขามามุมไหน”

ตกลงเป็นเพศไหนที่ยอมจ่ายเราแต่ละเดือน?

วิด : “เปย์ไม่ได้เปย์หรอก พวกแฟนคลับ พี่ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่ เขาไม่ได้มาเปย์เรื่องชู้สาว เขาชอบนิสัย ชอบเพลง แล้วพอได้มาดูเราเล่นคอนเสิร์ตได้เจอกัน ได้คุยกัน เขาก็มีการให้เงินเอาไว้ซื้อของ ซื้ออะไรนะ เพราะพี่ไมาสามารถไปซื้อให้เราได้ เพราะพี่ไม่รู้ว่าเราชอบอะไร”

เยอะไหม?

วิด : “1-2 หมื่น เหมือนฟิลหน้าเวที หมื่นนึงส่งให้ เขาชอบเราด้วยจิตใจ ก็ต้องขอบคุณพี่ๆ เขาที่เป็นกำลังใจให้เรา และคอยดูแลเรา”

ติดตามชมรายการ “คุยแซ่บShow”  ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.40-14.40 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

“วิด ไฮเปอร์” ไม่ไหวแล้ว! ขอระบาย หนี้รอบตัว มืดจนหมดหนทางเดิน