ม๊อบเขย่าการเมือง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นฯวูบในรอบ 5 เดือน

ม๊อบเขย่าการเมือง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นฯวูบในรอบ 5 เดือน

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. กลับมาลดลงในรอบ 5 เดือน อยู่ที่ 50.2 ผลจากความวุ่นวายทางการเมือง เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า จับตามาตรการกระตุ้นไตรมาส4 พยุงเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการอธิการบดีและประธานที่ปรึกษศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนก.ย. 2563 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนนับตั้งแต่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ (reopen) ในระยะที่ 1 ถึง 6 ตั้งแต่เดือนพ.ค.เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองไทยหลังจากมีการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งในเดือนก.ย. และการลาออกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังมีความกังวลสูงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและ การว่างงานในอนาคตที่เกิดจากผลกระทบเชิงลบจาก COVID-19

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 42.9 48.2 และ 59.4 ตามลำดับ โดยปรับตัวลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนาส.ค.อยู่ในระดับ 43.6 49.1 และ 60.4 ตามลำดับ

  • 14 ตุลา 16 กับ 14 ตุลา 63
  • กมธ.ส่อยื้อแก้รธน.จ่อขอทำประชามติก่อน

อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตอย่างมาก เพราะมีความกังวลในวิกฤต COVID-19 ในประเทศไทยและทั่วโลก ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานถดถอยลง ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคลดลงในที่สุด

การปรับตัวลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการในเดือนนี้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 51.0 เป็น 50.2 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงย่ำแย่จากวิกฤต COVID-19 ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามการที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนและยังทรงตัวต่ำ เนื่องจากความกังกลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองของไทย หลังจากรัฐบาลได้ผ่อนคลายให้ธุรกิจเปิดดำเนินการได้หลายสถานประกอบการมากขึ้นโดยคาดว่าผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายอย่างมากไปอย่างน้อยจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปี 2453 จนกว่าสถานการณ์ COVID-19 ของโลกจะคลายตัวลง ซึ่งต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในช่วงไตรมาที่ 4 ว่าสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด และสถานการณ์ทางการเมืองของไทยตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นไปว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง ซึ่งปัจจัยทั้งสองจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก