มิเกล กามิโน จูเนียร์’ เปิดภารกิจ ‘มาสเตอร์การ์ด’ ปลุก ‘สมาร์ทซิตี้’ 

“สมาร์ท ซิตี้” (Smart City) เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เพราะเป็นอีกกลไกสำคัญของการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญการพัฒนาเมืองให้มีความอัจฉริยะมากขึ้น “มาสเตอร์การ์ด”เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มุ่งส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ

มิเกล กามิโน จูเนียร์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายโกลบอลซิตี้ มาสเตอร์การ์ด เปิดมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ภายในงาน ‘ดีป้า ไทยแลนด์ สมาร์ท ซิตี้ วีค” ที่จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ 

เขากล่าวถึง ความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ที่เมืองกำลังเผชิญหน้า ผู้คนสามารถร่วมมือกันสร้างความแตกต่างที่เห็นผลจริงได้อย่างไร และจะสามารถเร่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นบวกให้กับเมืองและชุมชนทั่วประเทศไทยและทั่วโลกได้อย่างไร

หนุนเมืองทั่วโลกสู่สมาร์ทซิตี้

มิเกล ระบุว่า วันนี้โลกเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ มาสเตอร์การ์ด และ ดีป้า ริเริ่มความร่วมมือในโครงการพัฒนาเมืองสู่สมาร์ทซิตี้ ความจำเป็นที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกัน กลายเป็นสิ่งเร่งด่วนและสำคัญมากกว่าที่เคย ทั่วโลกพูดคุยกันมากขึ้นถึงความจำเป็นที่เมืองจะต้องมีนวัตกรรมและเติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืนมากขึ้น เพื่อให้ผู้คนเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากแต่การดำเนินงานอาจถูกจำกัดในเรื่องของความปลอดภัยเนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน

“แม้โลกจะเกิดความเปลี่ยนแปลง แต่วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงานของโครงการ City Possible ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการสำคัญของมาสเตอร์การ์ด ยังคงเหมือนเดิม คือ การทำความเข้าใจกับสิ่งที่รัฐบาลพยายามดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเราพร้อมให้ความช่วยเหลือกับเมืองที่สามารถชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญที่ต้องการแก้ไข ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า จะสามารถทำให้เทคโนโลยีเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่วโลกได้แท้จริง ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นคือการพัฒนาเมืองทั่วโลก รวมถึงไทยให้ครอบคลุมมากขึ้น มั่งคั่งมากขึ้น และเพื่อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” 

ผู้บริหารมาสเตอร์การ์ด บอกว่า ปัจจุบันไม่เพียงปัญหาสาธารณสุขที่หลายเมืองต้องเผชิญ แต่ยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นผลมาจากวิกฤติโควิด หลายเมืองประสบปัญหาด้านสังคม ความกังวลเกี่ยวกับโปร่งใส แผนรับมือและฟื้นฟูที่ไม่ทั่วถึงในลักษณะที่ต่างกันออกไป 

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์นี้คือ โควิด-19 ทำให้ปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านดิจิทัลรุนแรงขึ้น คนที่ขาดทักษะเหล่านี้มักเป็นกลุ่มที่ขาดการเข้าถึงเทคโนโลยี และจะต้องเผชิญกับปัญหาอื่นๆ และความเสียเปรียบที่ตามมา

เขาเชื่อว่า เมืองเหล่านี้ต้องหาวิธีให้ประชาชนตัวเองปลอดภัย ควบคู่การหาแนวทางการดำรงชีวิตเข้าถึงสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน และเศรษฐกิจในท้องถิ่นที่ยังดำเนินต่อไปได้

“บางครั้งรัฐบาลไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ต้องเริ่มเก็บข้อมูลจุดไหน และบางครั้งก็ขาดผู้เชี่ยวชาญในการแปลข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ ในจุดนี้ City Possible ได้เข้าไปมอบข้อมูลเชิงลึกและใช้ความเชี่ยวชาญช่วยให้รัฐบาลต่างๆ เข้าใจมากขึ้น”

  • 'การบินไทย' แจงแผนขายเครื่องบินมือสอง แค่สำรวจตลาด

  • แพทย์เตือนช่วงหน้าหนาว ระวังโรคติดต่อทางเดินอาหารหรือน้ำ

  • 'Apple' ประกาศจำหน่าย 'iPhone 12' ในไทย 27 พ.ย.นี้

จัดข้อมูลเชิงลูกพัฒนาเมือง

มิเกล กล่าวว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วมาสเตอร์การ์ดเปิดตัว City Possible โมเดลใหม่สำหรับการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเมือง เป็นเครือข่ายระดับโลกที่เมือง ธุรกิจ และนักวิชาการจากทั่วโลกทำงานร่วมกันเพื่อนำทรัพยากร เทคโนโลยี และความร่วมมือมาใช้พัฒนาเมืองและผู้คน

“วันนี้เราช่วยให้เมืองกว่า 250 เมืองก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาเทคโนโลยีระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะนี้มีเมืองมากกว่า 185 เมืองเข้าร่วมเครือข่ายระดับโลกนี้แล้ว”

ขณะที่ เมื่อปลายปีที่แล้ว มาสเตอร์การ์ดเปิดตัวโครงการ City Key โซลูชั่นเชื่อมการยืนยันตัวตน ฟังก์ชั่นชำระเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้าด้วยกันไว้ในไอดีเดียว ทำให้บริการการเงินครอบคลุมขึ้น ทั้งขยายการเข้าถึงบริการสาธารณะให้ทั่วถึง ปัจจุบันรัฐบาลใช้เทคโนโลยีนี้กับหลายอุตสาหกรรมเพื่อขยายบริการให้ครอบคลุม

หรือโครงการ City Insights แพลตฟอร์มการใช้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อหาแผนฟื้นฟูเมืองที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเปิดตัว Recovery Insights ให้ผู้นำเมืองเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินผลกระทบโควิด ปกป้องครอบครัว ชุมชน และธุรกิจที่มีความเสี่ยง สร้างรากฐานเพื่อเตรียมพร้อมฟื้นฟู โซลูชั่นเหล่านี้จะช่วยให้รัฐบาลเห็นถึงสุขภาพเศรษฐกิจ จำเป็นต่อการวางแผนงบประมาณ ขณะนี้ 55 เมืองทั่วโลกลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว และยังมีอีกหลายเมืองที่รอเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

มิเกล ยังได้เปิดเผยโครงการอีกมากในอนาคตที่ มาสเตอร์การ์ด กำลังดำเนินการในไทย เช่น ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เมืองอัจฉริยะ ผ่านการฝึกอบรมและการแชร์ความรู้กับมหาวิทยาลัยพันธมิตร เช่น Harvard และ National University of Singapore มุ่งให้ความรู้ด้านข้อมูลเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะ พัฒนาเจ้าหน้าที่เมืองอัจฉริยะและศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ช่วยวางแผนสำหรับอนาคตด้วยการใช้ข้อมูล ข้อมูลเชิงลึก และการวิเคราะห์ รวมถึงทำ โปรแกรม Public Private Partnership Excellence

“เราเล็งสนับสนุนโครงการเมืองอัจฉริยะในไทย และช่วยให้เมืองอัจฉริยะเหล่านี้เติบโตและยั่งยืนด้วยการดึงดูดธุรกิจและสตาร์ทอัพให้เข้ามาช่วยในช่วงการฟื้นฟู” มิเกล ทิ้งท้าย