นักเดินทางต่างชาติเข้าไทยปีหน้าต้องมี Health Passport

นักเดินทางต่างชาติเข้าไทยปีหน้าต้องมี Health Passport

ททท. เผยทิศทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยุคนิวนอร์มอล เจาะกลุ่มรายได้สูง-เชิงสุขภาพ ธุรกิจเกี่ยวข้องต้องซ้อมแผนรับมือหลังโควิดคลี่คลาย รับปีหน้าต่างชาติกลับเข้าไทย 20.5 ล้านคน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวบรรยายหัวข้อ “จับทิศเศรษฐกิจไทย…รับอุตสาหกรรมท่องเที่ยววิถีใหม่ยุคนิวนอร์มอล” ในงานสัมมนาออนไลน์ (Virtual Conference) ผู้ประกอบการแสดงสินค้า…อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รองรับความปกติใหม่ (New Norm) จัดโดย บางกอกโพสต์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) หรือ TCEB และ หอการค้า เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม 5 อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย

ทั้งนี้ จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นปลายปี2562 และลุกลามทั่วโลก ปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 22 ล้านคน และมีแนวโน้มติดเชื้อต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลหลายประเทศออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะการปิดกั้นพรมแดนประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มหดตัวรุนแรงเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยคาดว่าเศรษบกิจโลกในปี 2563 คิดเป็นอัตราการหดตัวราว 4.6% และกลับมาเติบโตในปี2564 ราว 4.2%

การท่องเที่ยวโลก เลวร้ายสุดติดลบ 78%

ขณะที่ สหประชาชาติ แถลงนโยบายสหประชาชาติเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.2 แสนดอลลาห์สหรัฐ ส่งผลต่อผู้เสี่ยงตกงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกว่า 120 ล้านคน

ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการส่งออก ถือเป็นรายได้อันดับ 3 ของโลกรองจากน้ำมันเชื้อเพลิง และ เคมีภัณฑ์ ผู้คนทุก10 คนจะต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ โดยสถานกาารณ์การท่องเทื่ยวโลกตลอดช่วง 5เดือนแรกที่ผ่านมาลดลงกว่า 50% โดยสหรัฐอเมริกาสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวไปแล้วมากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นักท่องเที่ยวลดลง 98% ในเดือนมิ.ย.ส่วน สเปน อยู่ที่เกือบหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ฝรั่งเศษ มากกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสประชาชาติ (UNWTO) คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ในภาพรวมของปี2563 แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ กรกฎาคม กันยายน และ ธันวาคม ที่จะส่งผลกระทบการฟื้นตัวการท่องเที่ยวทั้งในส่วนของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้่งปี โดยในส่วนของมุมมองที่ดีที่สุด (Best Case Sceanario) จะลดลงที่ 58% ขณะที่กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case Sceanario) จะลดลง 78% พร้อมคาดการณ์อีกว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศจะฟื้นคืนกลับมาก่อนในไตรมาส 3 ปีนี้ ส่วนการเดินทางระหว่างประเทศ จะกลับมาได้เร็วที่สุดราวไตรมาสที่4 หรืออาจต้องรอในต้นปีหน้า

ขณะที่ ความเห็นของภาคเอกชน โดยซีอีโอของสายการบินลุฟต์ฮันซ่า ระบุจำนวนการเดินทางระหว่างประเทศ คาดกลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิด อาจต้องรอถึงปี 2564-2565 ด้านซีอีโอ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association – IATAS) หรือ ไออาตา มองว่าสถานการณ์จะกลับมาเหมือนก่อนโควิดอาจต้องรอถึงปี 2567

ปี2563 ต่างชาติเข้าไทยไม่เกิน 8 ล้านคน

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่าสำหรับประเทศไทย จากการประเมินของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ระบุภาพรวมเศรษฐกิจจีดีพีไตรมาส2 ในปีนี้ ติดลบ12.2% ปัจจัยหลักจากการปิดเมืองป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงภาคการส่งออก การบริการ การบริโภคในประเทศ การลงทุนเอกชนที่ปรับลดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัว โดย สศช. คาดจีดีพีทั้งปี2563 ติดลบอยู่ที่ 7.5%

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปี 2563 ททท.คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยียนชาวไทย ราว 70 ล้านคนครั้ง ลดลง 58% เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 160 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 4.18 แสนล้านบาท ลดลง61% เทียบกับปีที่ผ่านมา และในปี2563 คาดมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งสิ้น 7-8 ล้านคน

อะไรจะเกิดขึ้นในอุตฯท่องเที่ยวไทย ปี 2564

สำหรับสถานการร์ในปี 2564 ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวไทย คือ แนวโน้มการแพร่ระบาดโควิดที่ยังไม่สิ้นสุด จากการระบาดซ้ำในหลายพื้่นที่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสี่ยงล้มขาดทุน เช่น ธุรกิจการบิน

สำหรับปัจจัยสนับสนุนในปีหน้า คือ ภาพลักษณ์ที่ดีด้านสาธารณะสุขของไทยที่รับมือการติดเชื้อเป็นอย่างดี โดยอยู่ในอันดับสองของโลก อันดับหนึ่งของเอเชีย ด้านแหล่งฟื้นตัวทางธรรมชาติที่สวยงาม เป็นต้น ยังจะเป็นจุดขายหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ขณะที่ข้อมูลจากสกาย สแกนเนอร์? ไทยยังเป็นประเทศแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่นักท่องเที่ยวยังเข้าไปค้นหามากที่สุด ถือเป็นศักยภาพที่แฝงอยู่

ขณะที่ แนวโน้มภาพรวมการท่องที่ยวในปี 2564 นั้น หากยังสามารถควบคุมได้รวดเร็วและไม่เกิดการระบาดรุนแรงรอบสองในปีหน้า ในกรณีดีที่สุด คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาราว 20.5 ล้านคน ลดลง 48% เทียบปี 2562 รายได้จะอยู่ที่ 9.8 แสนล้านบาทลดลง 49% เทียบกับปี 2562

อย่างไรก็ตาม หากวัคซีนพัฒนาพร้อมกระจายการเพื่อนำไปใข้ทั่วโลกภายในต้นปี2564 คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มกลับเข้ามาในไทยราวไตรมาส2 ช่วงเดือนเม.ย-มิ.ย. โดยการฟื้นฟูตลาดต่างประเทศในตลาดหลักปีหน้า คาดจะเป็นการฟื้นตัวของตลาดระยะใกล้ เส้นทางการบินระยะเวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง จะกลับมาก่อน โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ อาเซียน เป็นหลัก มีนักท่องเที่ยวจากเอเชียแปซิฟิกประมาณ 16.7 ล้านคน ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง ประมาณ 3.8 ล้านคน

  • สามจังหวัดชายแดนใต้กับโควิด-19
  • เฟดกดดันดอลลาร์อ่อนทำบาทแข็ง

ส่วนภาพรวมสถานการณ์ตลาดในประเทศ หากควบคุมแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ คาดมีจำนวนนักท่องเที่ยวใกล้ 100 ล้านคนครั้ง เพิ่มขึ้น10% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา สร้างรายได้จากการหมุนเวียนในประเทศ 5.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% โดยจังหวัดที่ฟื้นตัวเร็วส่วนใหญ่ จะเป็นจังหวัดการท่องเที่ยวระยะใกล้ ขณะที่นักท่องเที่ยวมีการระมัดระวังการขับจ่ายมากขึ้น ด้วยเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง และกังวลการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้เลือกการเดินทางท่องเที่ยวด้วยการขับรถ หรือ Road Trip

ขณะที่ข้อมูล ททท. ใน 5 ปีที่ผ่านมา (2558-2562) การเดินทางท่องเที่ยวไทยระดับภูมิภาค พบว่ากว่า 80% เป็นนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ และมีกำลังซื้อสูงสุดโดยเฉลี่ยของประเทศ ทำให้การท่องเที่ยวของคนกรุงเทพฯ มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

ความท้าทาย อุตฯท่องเที่ยวปี2564

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่าความท้าทายที่จะเกิดขึ้นหลังจากควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 จะเป็นการให้ความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยง ที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยยังมีการผันผวนคาดเดาไม่ได้ ขาดความชัดเจน มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงความคลุมเคลือ ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ที่ชัดเจนได้ ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญส่งผลต่อการปรับตัวขององค์กร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตฯท่องเที่ยว ต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อตัดสินใจและรับมือได้อย่างเหมาะสม ด้วยในอนาคตข้างหน้าอาจจะต้องรับมือกับ โควิด 2021 หรือ โควิด 2022 ก็เป็นไปได้

ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 กระทบต่อทุกกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวต้องหยุชะงัก ผู้ประกอบการธุรกิจหลายรายมีรายรับเป็นศูนย์ ถือเป็นปีประวัติศาสตรการท่องเที่ยวของไทย หลังจาก ททท. ก่อตั้งมาร่วม 60ปี จากในอดีตประเทศไทยเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่สุดถึง 39.8 ล้านคน ส่วนปีนี้ก็ถือมีจำนวนน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เช่นกัน

อนาคตท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูง-เชิงสุขภาพ 

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่าสำหรับการกลับมาเริ่มต้นใหม่ กลับมาเริ่มต้นใหม่ จากการเปลี่ยนแปลงต่างๆทำให้เกิด “นิวนอร์มอล” ถือเป็นโอกาส เป็นวัคซีนที่ไม่ต้องรอ จากการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้คนที่ต้องการออกไปอยู่ในสถานที่กว้างมากขึ้น หรือ อยู่กับที่น้อยลง

ขณะที่ “นิว นอร์มอล” ยังส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมทำให้ทุกตลาดเท่ากันหมด จากการที่ประเทศไทยเองพึ่งตลาดท่องที่ยวเป็นหลัก แต่ตลาดเติบโตช้า และ เติบโตลดลง ดังนั้นกลุ่มคนไทยจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยการใช้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังถือเป็นการส่งสัญญาณดีที่สุดต่อระบบสาธารณสุขไทย ผ่านกลุ่มกำลังซื้อสูงที่มีสุขภาพดี จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก

“ต่อไปจะเป็นเรื่องของ Health Passport คนเดินทางเข้ามาจะต้องแข็งแรง จึงจะเดินทางได้ ต้องมีการจองล่วงหน้า เป็น นิว นอร์มอล ส่วยสินค้าท่องเที่ยวจากเดิมมีการจัดการทุกอย่างเป็นสินค้า แต่จากนี้ไปบางจังหวัดอาจรับนักท่องเที่ยวลดลง แต่ละพื้นที่จะรับนักท่องเที่ยวไม่เท่ากัน โดยเน้นสุขภาพกายและใจ ที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นจากกลุ่มเล็กๆ สร้างโอกาสจำนวนคนแต่ละพื้นที่เข้ามา เพื่อผลประโยชน์ สร้างสมดุลย์ ยกระดับโอกาสการให้บริการ วัตถุประสงค์การจัดงานเปลี่ยนไป การออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

ธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องซ้อมรับมือ

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่าสำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว ก็จะมีรูปแบบต่างกัน เพื่อสร้างกลไกหมุนเวียนเศรษฐกิจประเทศ โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจ จากเดิมที่เป็น Maximixe นั้น โดยหลังจากโควิด-19 แล้ว จะไม่สามารถใช้แนวทาง “อีโคโนมี ออฟ สเกล” ได้อีก โดยแนวโน้มราคาที่พักอาจมีการปรับลดลง การเดินทางสูงขึ้น ด้วยมีผลต่อการตัดสินใจการเดินทาง ส่งผลให้แหล่งเที่ยวใกล้ที่พักจะต้องปรับตัว จากสถานการณ์โควิด -19 ที่ทำให้ทุกคนต้องปรับตัว เช่นกัน

ขณะที่คู่แข่งการท่องเที่ยวของไทยในขณะนี้ ก็ซ้อมรับสถานการณอยู่เช่นกัน จากการปรับตัวเพื่อเข้าสู่ นิว นอร์มอล ขณะที่การท่องเที่ยวไทย เจอมาทุกวิกฤตแล้ว แต่กลับมาฟื้นได้ปกติ ด้วยเศรษฐกิจไทย ถือเป็นรูปตัวแอล (L-Shaped)

โดยในปีงบประมาณหน้า(2564๗ การท่องเที่ยวไทยจะต้องเพิ่มมาตรการสาธารณสุขเข้าไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ด้วยจากช่วงวิกฤตที่ผ่านมา โรงแรม ระดับต่ำสุดที่จะไปต่อได้ หากพิจารณาจากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 28% ซึ่งหากมีอัตราต่ำว่านี้ถือว่าเสี่ยง โดยสิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ เพิ่มความถี่ ในการเข้าพัก การเดินทาง จากเดิมที่ไทยเคยพึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการเร่งฟื้นฟูการท่องที่ยวในไทยมากขึ้น จากจำนวนนักท่อเที่ยวคนไทยมากกว่า 10 ล้าน มีการใช้จ่ายกว่า 4 แสนล้าน และ ชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดประชุม ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และจัดแสดงสินค้า (MICE : ไมซ์)

นอจากนี้ในระยะต่อไป จะมุ่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น จากการเตรียมความพร้อมของประเทศที่จะทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวกลับมาในลำดับต่อไป ในรูปแบบการท่องเที่ยววิถีใหม่ ที่ต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยและยั่งยืน (Safe And Sustainable Future)

รับชมเนื้อหาอย่างละเอียด สามารถติดตามได้ในช่องทาง 

5 First S-CurveVirtual conferenceSeries 3 High-value tourismPreparing for the new normalอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รองรับความปกติใหม่

Posted by PostToday on Wednesday, 26 August 2020