“ท่องเที่ยว”จี้เพิ่มโควต้าวีซ่าพิเศษ ดันรายได้“ไฮซีซัน”

เอกชนท่องเที่ยว อ้าแขนรับทัวริสต์ต่างชาติ โรงแรมแห่สมัครรับประเมินเป็น ASQ-ALSQ  “สทท.” ชี้รัฐแง้มช่องประตูเปิดประเทศน้อยไป ยากรายได้ไฮซีซั่น ชงขยายโควต้านักท่องเที่ยววีซ่าพิเศษ STV ขณะ“ทีเอชเอ”วอนรัฐช่วยผู้ประกอบการรักษาจ้างงาน เยียวยาพักหนี้

แม้ธุรกิจท่องเที่ยวพร้อมอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มกำลัง หลังจากรัฐบาลเปิดเผยไทม์ไลน์รับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษหรือ Special Tourist VISA (STV) แบบจำกัดจำนวนเข้าไทย ออกประกาศกระทรวงมหาดไทยในการอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าประเทศได้ตามเงื่อนไขในวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยจะมีเที่ยวบินแรกนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา กลุ่มแรกคือกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน จำนวน 150 คน ในวันที่ 8ต.ค.นี้ และเดินทางเข้ามาเพิ่มเติมอีกกลุ่มในวันที่ 25ต.ค.นี้ จำนวน 126 คน จากนั้นวันที่ 1พ.ย.นี้เป็นนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย 120 คน

แต่ภาคเอกชนมองว่าช่องที่รัฐบาลแง้มประตูเปิดประเทศยังน้อยไป เมื่อเทียบกับขนาดอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยซึ่งเคยทำรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 ล้านล้านบาทเมื่อปี2562 จากรายได้รวมทั้งหมดกว่า 3 ล้านล้านบาท

นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนท่องเที่ยวพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โรงแรมหลายแห่งแสดงตัวขอเข้าร่วมรับนักท่องเที่ยววีซ่าพิเศษหรือSTVที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.วางกฎเกณฑ์ว่า ทั้งประเทศสามารถรองรับได้ 1,200 คนต่อเดือน

เอสทีวียากผลักดันรายได้ไฮซีซัน

“แม้STVจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแง้มประตูเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ต้องยอมรับว่าด้วยข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขและโควต้าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ ศบค.กำหนด ยังค่อนข้างยากต่อการผลักดันภาพรวมรายได้ท่องเที่ยวไทยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่นปลายปีนี้ เพราะผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับประโยชน์จากSTVมีเพียงธุรกิจโรงแรม”

สทท.จึงคาดหวังว่าทางภาครัฐจะเร่งพิจารณาผ่อนคลายเงื่อนไขมากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไฮซีซั่นนี้ช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ไปต่อได้ หลังจากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3/2563 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ 700 ราย ระบุว่า สถานภาพการประกอบกิจการในไตรมาส 3/2563 มีการเปิดให้บริการตามปกติ 88%ส่วนการปิดชั่วคราวอยู่ที่ 7%ปิดถาวร 3%และลดระยะเวลาทำงานอีก 2%

“สถานการณ์ธุรกิจท่องเที่ยวไทยช่วงไตรมาส 4 ปีนี้มีแนวโน้มจะกลับไปปิดกิจการอีกครั้ง เพราะทุกวันนี้เปิดก็เหมือนปิด เนื่องจากไม่มีลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา โดยเฉพาะพื้นที่ภูเก็ต สมุย และเชียงใหม่”

โรงแรมแห่ขอเป็นเอเอสคิว-เอแอลเอสคิว

นางมาริสาสุโกศล หนุนภักดีนายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมพร้อมรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลายแห่งเตรียมความพร้อมเพื่อรับการประเมินเป็นโรงแรมกักตัวทางเลือกทั้งแบบASQและALSQซึ่งมีมาตรการเข้มงวดมาก มีการลงทุนเพิ่มเรื่องดูแลความปลอดภัย

“การรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประเภทSTVเข้าไทย แม้จะกำหนดโควต้าไม่มาก เพียง 1,200 คนต่อเดือน ไม่ได้เพิ่มอัตราเข้าพักโรงแรมโดยเฉลี่ยทั่วประเทศสูงขึ้นนัก แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดประเทศ”

ทีเอชเออยากให้ภาครัฐมอนิเตอร์แนวทางการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของประเทศต่างๆ ด้วย เช่น สิงคโปร์ ซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากประเทศบรูไน นิวซีแลนด์ เวียดนาม และออสเตรเลีย (ยกเว้นรัฐวิคตอเรีย) เดินทางเข้าสิงคโปร์ได้แบบไม่ต้องกักตัว เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาปรับเงื่อนไขการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศความเสี่ยงโควิดต่ำเข้าไทยแบบไม่กักตัว โดยสามารถยกเว้นนักท่องเที่ยวจากรัฐหรือพื้นที่ที่ยังมีผู้ติดเชื้อได้

วอนรัฐช่วยรักษาจ้างงาน

“ส่วนอีกจุดที่อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือคือการเตรียมความพร้อมเรื่องแรงงานภาคท่องเที่ยว ด้วยการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อรักษาการจ้างงานให้พร้อมรับวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมา” นายกทีเอชเอกล่าว

นายชัยรัตน์ ประธาน สทท. กล่าวเพิ่มเติมว่า สทท.คาดว่าในไตรมาส 3/2563 จะมีแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวตกอยู่ในสภาวะตกงาน เนื่องจากสถานประกอบการปิดกิจการทั้งแบบชั่วคราวและถาวรประมาณ 10%ของแรงงานทั้งหมด 4 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 4 แสนคน

นอกจากนี้ยังมีแรงงานท่องเที่ยวอีกส่วนที่ถูกเลิกจ้างจากสถานประกอบการที่เปิดให้บริการ แต่จำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน ซึ่งตามรายงานฯระบุว่ามีสัดส่วนสถานประกอบการลดจำนวนพนักงาน 13%โดยเฉลี่ยแล้วเลิกจ้างพนักงานราว 30%ของจำนวนพนักงานทั้งหมดของแต่ละบริษัท คิดเป็นจำนวน 1.37 แสนคน เมื่อคำนวณรวมกับอีกจำนวน 4 แสนคนข้างต้น เท่ากับว่าในช่วงไตรมาส 3/2563 มีจำนวนแรงงานท่องเที่ยวตกงานแล้วกว่า 5.37 แสนคน ขณะที่สัดส่วนสถานประกอบการที่ลดเงินเดือนอยู่ที่ 7%และลดเวลาทำงานของพนักงาน 9%

คาดไตรมาส ทัวริสต์เข้าไทย หมื่นคน

ทั้งนี้ สทท.คาดว่าช่วงไตรมาส 4/2563 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเบื้องต้น 5 หมื่นคน ลดลง 99.52%จากช่วงเดียวกันของปี 2562 คาดว่ามีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4,500 ล้านบาท ลดลง 99.11%จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคาดด้วยว่าสิ้นปี 2563 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีประมาณ 6.74 ล้านคน ลดลง 83.07%จากปี 2562 มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 336,513 ล้านบาท ลดลง 82.59%อย่างไรก็ดีขึ้นอยู่กับนโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของรัฐบาลในไตรมาส 4 นี้ด้วย

ช่วยมัคคุเทศก์-คนขับรถทัวร์

ประธาน สทท. กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากข้อเสนอต่อรัฐเรื่องส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว สทท.ได้เรียกร้องมาตรการเพื่อการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการให้มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการปิดประเทศ โดยเฉพาะอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ มัคคุเทศก์ และคนขับรถนำเที่ยว

รวมถึงเรื่องการยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือภาษี และลดภาระการจ่ายหนี้ ด้วยการพิจารณาให้เอกชนท่องเที่ยวชะลอการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 เนื่องจากขณะนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีเริ่มถูกไฟแนนซ์ไล่ยึดทรัพย์แล้ว เช่น รถนำเที่ยว

ร้องนายกฯทุบโต๊ะลดเกณฑ์ซอฟท์โลน

โดย สทท.ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทุบโต๊ะสั่งการกระทรวงการคลัง และขอความร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยปรับลดเงื่อนไขหรือเกณฑ์การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) เพื่อหนุนธนาคารพาณิชย์ให้กล้าปรับเงื่อนไขตาม แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากให้เร่งจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้

“ทุกวันนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรู้สึกเหนื่อยกับการไปติดต่อธนาคาร เพราะไม่ว่าจะพยายามเจรจาเท่าไร ก็ยังคงติดเงื่อนไขการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ เพราะภาครัฐไม่ได้มีคำสั่งปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกฎเกณฑ์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ อย่างกรณีโครงการธนาคารออมสินปล่อยซอฟท์โลนช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว วงเงิน 2 หมื่นล้านบาทก็เช่นกัน พบว่าผู้ประกอบการยังเข้าถึงซอฟท์โลนแค่ 5-10%ของวงเงินเท่านั้น”

ทีเอชเอ จี้รัฐเยียวยาพักหนี้” 

นายสุจินต์ เจียรจิตเลิศที่ปรึกษานายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ)กล่าวว่า แนวโน้มสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเป็นลบ และกว่าจะมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ก็ราวกลางปี 2564 คำถามคือผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะมีชีวิตยืนยาวไปจนถึงกลางปีหน้าหรือไม่ จึงมองว่าภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือมากกว่านี้ อาทิ เรื่องการพักหนี้

“ล่าสุดทางทีเอชเอได้ส่งหนังสือขอให้ภาครัฐพิจารณาลดอัตราการจ่ายหนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการ ช่วยต่อลมหายใจอีกทาง เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องรองรับตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศซึ่งเป็นตลาดเดียวที่พึ่งพิงได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ เพราะลมหายใจของพวกเราตอนนี้ โดนดอกเบี้ยไล่บี้ทุกวัน”

  • ประกาศกรมอุตุฯ ฉบับที่ 1 เตือนพายุดีเปรสชั่นกำลังแรงขึ้น เสี่ยงฝนตกหนัก 7-9 ต.ค.นี้

  • รู้จัก 'คุณแจ๋ว' เพื่อนซี้ 'คุณหญิงอ้อ' ผู้พิฆาต 'สุดารัตน์'

  • 'พยากรณ์อากาศ' วันนี้ 'กรมอุตุนิยมวิทยา' เตือน 43 จังหวัด มีฝนตกหนักบางแห่ง กทม. มีฝน 60%