ทีเส็บ มองอุตฯไมซ์ ปี64 ยังไปได้ต่อท่ามกลางโควิดภาค2

ทีเส็บ มองอุตฯไมซ์ ปี64 ยังไปได้ต่อท่ามกลางโควิดภาค2

ทีเส็บ แผนปี'64 ปล่อยหมัดฮุก 5 กลยุทธ์เจาะตลาดจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ ท่ามกลางโควิดระลอก 2 เน้นกลุ่มธุรกิจศักยภาพสูง หวังสร้างรายได้หมุนเวียน 2.3 หมื่นล้านบาท

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่าจากแผนการส่งเสริมอุตสาหกรรมการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติของทีเส็บ ระยะ 5 ปี (2562-2566) โดยมุ่งเน้นการดึงงานและสนับสนุนการจัดงาน 12 อุตสาหกรรมหลัก เพื่อตอบรับนโยบายจากรัฐบาล ซึ่งในปี 2563 นี้ ได้มีการปรับแผนงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์โควิด 19 พร้อมรับการจัดงานยุค New Normal ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้จัดงานสามารถจัดงานได้

โดยทีเส็บจัดทำโครงการเอ็กซิบิชั่นนิวนอร์ม (Exhibition NewNorm) ช่วยฟื้นฟูและผลักดันผู้จัดงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและเสริมศักยภาพให้จัดงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทยได้ตามมาตรการอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทุกรูปแบบการจัดงาน ทั้งการจัดงานในรูปแบบปกติ (Face to Face) และการจัดงานในรูปแบบปกติร่วมกับออนไลน์ (Hybrid Exhibition)

สำหรับปี 2564 ทีเส็บมีแผนการสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ 58 งาน แบ่งเป็นงานเดิม 44 งาน และงานใหม่จำนวน 14 งาน ซึ่งงานทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียน 23,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การส่งเสริมอุตสาหกรรมการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติจะดำเนินงานภายใต้ 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย 1. เอเชีย เซนทริค (Asia Centric) มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมงานจากภูมิภาคเอเชียให้มากขึ้นทั้งในรูปแบบ Online และ Offline พร้อมจัดแพ็กเกจสนับสนุนการจัดงานสำหรับผู้จัดแสดงงาน (Exhibitor) ผู้จัดงาน (Organizer)และผู้เข้าร่วมงาน (Visitor) ในกลุ่มประเทศเอเชีย รวมถึงสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ จากผู้จัดงานแสดงสินค้า ผู้ออกร้าน และผู้เข้าร่วมงานจากกลุ่มประเทศนี้ เพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติในภูมิภาคเอเชีย

2. ดึงงานแสดงสินค้าใหม่ และส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้า งานประชุมนานาชาติ หรือ งานเฟสติวัลต่างๆ ที่มีลักษณะงานใกล้เคียงกัน จัดในช่วงเวลาเดียวกัน (Attract new shows + Clustering Events) มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมงานให้มากยิ่งขึ้น

3. ส่งเสริมการขยายงานลงสู่พื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ที่มีศักยภาพ (Driving Opportunities to Regions) อาทิ โครงการไทยแลนด์ ล็อก-อิน อีเวนต์ ที่ดึงงานเข้าสู่พื้นที่อีอีซี 4. ร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ ผลักดันให้เกิดการจัดงานใหญ่ในหน่วยงานต่างๆ (Collaborating with Government) เพื่อให้เกิดการจัดงานหนึ่งกระทรวงหนึ่งงานเอ็กซ์โป (One Ministry One Expo) และกระตุ้นให้ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญของงานแสดงสินค้านานาชาติ โดยสนับสนุนการจัดงานหรือส่งเสริมการประชุมหรือการแข่งขันภายในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติภายใต้อุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อเพิ่มองค์ความรู้และยกระดับความสำคัญของงานแสดงสินค้านานาชาติ

5. ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมชมงานผ่านช่องทาง Online (Innovation & Technology to Drive Trade Shows) มุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และกระจายเครือข่ายให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้จัดงาน และผู้ออกร้าน พร้อมใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยียังเป็นการช่วยลดการสัมผัสสำหรับงานที่จัดขึ้นตามปกติด้วย

  • "อิมแพ็ค" ส่องธุรกิจผ่านการจัดแสดงสินค้าฯปี64 ยังไปไหว
  • สสปน. ดึงอีเวนต์ระดับโลก "AIRSHOW" จัดในไทย

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้าในยุควิถีใหม่ โดยงานแสดงทุกงานได้จัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์งานผ่านช่องทางดิจิทัลต่างๆ อาทิ การจัดสัมมนาออนไลน์ (Webinar) เพื่อให้ความรู้กับอุตสาหกรรมและประชาสัมพันธ์งานอย่างต่อเนื่อง, เน้นย้ำสุขอนามัยในการเข้าร่วมงานตามมาตรฐาน Standard Operating Procedure (SOP), เพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์งานให้หลากหลาย เช่น ทางเว็บไซต์, E-newsletter, Facebook และ Line OA,

โดยจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบไฮบริด เอ็กซิบิชั่น (Hybrid Exhibition)มีผู้สนใจเข้าชมงานจากหลากหลายประเทศผ่านทางดิจิทัลกว่า 2,500 คน รวมถึงมีการจัดเจรจาธุรกิจทางออนไลน์ (Online Business Matching) กว่า 500 นัด ในหลากหลายอุตสาหกรรมอีกด้วย

ขณะที่ในปี 2563 นี้ สถานการณ์โควิด 19 จะส่งผลกระทบให้ไม่สามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ตามปกติ แต่ผู้จัดงานในอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ ต่างนำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดงานรูปแบบปกติร่วมกับออนไลน์ (Hybrid Exhibition) ทำให้ยังคงเกิดการเจรจาธุรกิจและการซื้อขายระหว่างนักธุรกิจไทยและกลุ่มลูกค้าในอาเซียนเกิดการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ขึ้นกว่า 15,000 คู่ โดยทีเส็บให้การสนับสนุนงานแสดงสินค้านานาชาติทั้งสิ้นจำนวน 24 งาน ซึ่งมีผู้ร่วมงานจากทั้งในและต่างประเทศรวม 133,259 คน สร้างรายได้ 6,521 ล้านบาท

นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด กล่าวว่า การจัดงาน Exhibition ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมต่ออุตสาหกรรม พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแม้ในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา นีโอในฐานะผู้จัดงานเเสดงสินค้าระดับนานาชาติได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาผสานร่วมกับครีเอทีฟไอเดียในการสร้างสรรค์งานเเสดงสินค้าในรูปเเบบใหม่ อาทิ Webinar, Live streaming, Virtual Exhibition และ OnlineBusiness Matching เพื่อเสริมศักยภาพเเละเพิ่มการเข้าถึงอย่างไร้ขีดจำกัด

“หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับเข้าสู่สภาวะปกติการใช้เทคโนโลยีออนไลน์จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมชมงาน และสามารถเป็นแพลตฟอร์มในการเชื่อมต่อเครือข่ายทางธุรกิจกับผู้ซื้อทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายศักดิ์ชัย กล่าว

นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 และการห้ามเดินทางระหว่างประเทศ บริษัทฯ ได้เริ่มนำ Digital เทคโนโลยีมาใช้ในการจัดงานแสดงของบริษัทฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แสดงไทยได้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มเป้าหมายผู้ซื้อจากต่างประเทศที่สนใจแต่ไม่สามารถเดินทางมาได้เพราะปิดประเทศ ผลปรากฎได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้แสดง

สำหรับปี 2564 บริษัทฯ ได้เตรียมการจัดงานในรูปแบบ Hybrid คือมีทั้ง Face to Face และ Digital เพราะคาดการณ์ว่าสถานการณ์โควิด 19 คงยังไม่จบและวัคซีนที่ผลิตออกมายังมีไม่เพียงพอ โดย Digitalจะครอบคลุมทั้งในส่วนของ International Exhibitors ที่สนใจต้องการขยายตลาดมาประเทศไทยและมาร่วมงานไม่ได้ และ Thai Exhibitorsที่ต้องการขายสินค้าไปต่างประเทศ