ทีมเศรษฐกิจต้องมีเอกภาพ…การเมืองต้องไม่เข้ามาป่วน

ทีมเศรษฐกิจต้องมีเอกภาพ...การเมืองต้องไม่เข้ามาป่วน

คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

คุณปรีดี ดาวฉายที่ประชาชนมีความคาดหวังไว้สูงว่าจะเป็นหัวหอกเข้ามาช่วยเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่อยู่ปากเหวแต่ยังไม่ถึง 20 วันยื่นใบลาออกจากรมว.กระทรวงการคลัง อ้างว่าเป็นปัจจัยสุขภาพแต่สื่อต่าง ๆ ไม่เชื่อเห็นว่าเกิดจากการเมืองเข้ามาป่วนไม่สามารถทำอะไรได้จนอยู่ไม่ได้ การลาออกครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลขาดความเป็นเอกภาพยังมีวาระซ่อนเร้นเล่นไม่เลิกไม่ว่าคนเก่งขนาดไหนเข้ามาหากไม่มีพรรคพวกหนุนหรือเป็นคนของพรรคใหญ่คงไม่มีใครสามารถเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะหนักหนาสาหัส

ถามว่ารมว.คลังลาออกกะทันหันซึ่งชาวบ้านให้น้ำหนักไปในทางว่ารับมือกับพวกการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลไม่ไหวกระทบความเชื่อมั่นหรือไม่ คำตอบระยะสั้น ๆ คงใช่เพราะทั้งประชาชนนักธุรกิจนักลงทุนเสียความรู้สึกแต่ไม่มีผลกระทบอย่างเป็นนัย ด้านอัตราแลกเปลี่ยนยังไม่เปลี่ยนแปลงอัตราใกล้เคียงกับเดือนมิถุนายนสะท้อนว่าต่างชาติยังเชื่อมั่นฐานะของประเทศ ที่นายกรัฐมนตรีต้องเร่งทำคือหาคนที่เหมาะสมเข้ามาแทนอย่าไปหลงเชื่อคนที่ยุให้ควบตำแหน่งรมว.คลังงานนี้เสียคนแน่ อย่าเอานักการเมืองคนใหญ่โตในพรรครัฐบาลที่อาสาเข้ามานั่งแทนเพราะ         “เก๋าเกมส์” การเมืองกับ “เก๋าด้านเศรษฐกิจ” ไม่เหมือนกัน หากเป็นคนนอกที่ทาบทามให้เข้ามาอย่าให้ประวัติศาสตร์     ซ้ำรอย เลือกคนเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องใจถึงอย่าเอาพวกใจเซาะแถมสุขภาพต้องดีสามารถรับมือกับภาวะกดดันรอบด้านได้

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจคงหยุดรอไม่ได้มาตรการต่าง ๆ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ประชุมก่อนปิดวันหยุดยาวมาตรการที่ออกมาดีทั้งนั้นเพียงแต่ขอให้ทำจริง เริ่มจากโครงการจ้างงานแบบ “Co-Payment” ที่รัฐบาลและเอกชนจะออกเงินค่าจ้างคนละครึ่งแต่ไม่เกิน 750 บาทต่อคนต่อปีเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาจบใหม่หางานไม่ได้ตั้งแต่ปวช.-ปริญญาตรี เป้าหมายมากกว่า 2.6 แสนคนแต่คาดว่าเด็กจบใหม่ทั้งปีนี้และที่ตกค้างจากปีก่อน ๆ มีมากกว่า 6 แสนคนมีข้อแม้ว่านายจ้างต้องไม่เลิกจ้างคนเก่าไม่เกิน  ร้อยละ 15  ประเด็นอยู่ที่สถานประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการซึ่งต้องอยู่ในประกันสังคม ซึ่งช่วงเวลาเช่นนี้ส่วนใหญ่นอกจากไม่รับคนเพิ่มยังทยอยปลดออกด้วยซ้ำไป ที่จริงควรจะขยายไปยังองค์กรส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล กทม. รวมไปถึงหน่วยราชการรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งจะจัดให้มีตลาดนัดแรงงาน “Thailand Job Expo 2020” คุยว่า      มีตำแหน่งทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันเป็นล้านอัตราแต่อย่าไปเหมาแรงงานต่างด้าวที่กำลังขาดแคลนหนักเพราะ   กลับบ้านช่วงโควิด-19 ยังเข้ามาไม่ได้เพราะงานพวกนี้คนไทยไม่ทำ

อีกโครงการที่รัฐและเอกชนจะช่วยกันจ่ายคือมาตรการกระตุ้นบริโภคที่ยังหดตัวมีโครงการ “ชิป-ช็อป-ใช้ ภาค 2” ที่เรียกว่า “คนละครึ่งทาง” โดยรัฐบาลจ่ายเงิน 3,000 บาทต่อคนเป็นคูปองสำหรับจับจ่ายใช้สอย ค่าเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ที่เข้าร่วมโครงการใช้งบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทโดยผู้ซื้อและรัฐบาลจ่ายฝ่ายละครึ่ง มีกลุ่มเป้าหมาย 15 ล้านคนเป็นระยะเวลา 3 เดือน แต่มีผู้ติงว่าเงินส่วนใหญ่อาจจะไปอยู่ในกระเป๋าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นของเจ้าสัวใหญ่เหลือเงินหมุนเวียนในตลาดไม่ถึงครึ่ง แต่จะไปว่ากันไม่ได้เพราะเป็นยุคตลาดเสรีแต่ประชาธิปไตยยังไม่ค่อยเสรี ใครมือยาว-รายใหญ่รวบไปหมดไม่ผิดกติกา

อีกมาตรการคือการช่วยซอฟต์โลนภาคธุรกิจที่จะออกมาใหม่ เช่น สินเชื่อ SME ของธนาคารออมสินงวดนี้มี “บสย.” เข้ามาช่วยค้ำประกัน ของเก่าพรก.เงินกู้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยเงิน 5.0 แสนล้านบาทผ่านสถาบันการเงินผ่านมา 2 เดือนเศษจนถึงขณะนี้ยังปล่อยไม่ถึงแสนล้าน หากยังใช้วิธีเดิม ๆ ที่แบงก์ยังดูผลประกอบการความสามารถในการคืนเงินต้นและใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันกลุ่มที่เปราะบางต้องการเงินจริง ๆ คงเข้าไม่ถึง ปัญหาใหญ่ของภาคเอกชนขณะนี้คือการขาดสภาพคล่องที่สถาบันเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะระยะนี้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นพิเศษตลอดจนการแก้ปัญหาหนี้ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การปลอดหนี้ ยืดหนี้ ที่โครงการเดิมกำลังจะหมดเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

  • หมดยุค "คนนอก" เป็น รมว.คลัง นักวิชาการแนะตั้งคนใน
  • บิ๊กตู่ยังไม่เร่งตั้งรมว.คลังเชื่อมั่นศบศ.ขับเคลื่อนแก้เศรษฐกิจได้ไม่สะดุด

รายละเอียดต่าง ๆ พวกแบงก์เกอร์เขารู้ดีว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน โดยภาพรวมมาตรการของรัฐบาลมาถูกทางเพราะดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจยกเว้นของรัฐนอกนั้นดำดิ่งถดถอยทั้งนั้น อย่างไรก็ตามท่ามกลางข่าวไม่ได้แต่ก็มีข่าวดีคือในรอบ 100 วันประเทศไทยไม่มีคนติดเชื้อโควิด-19 จากภายในประเทศเป็นการติดเชื้อจากผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศซึ่งอยู่ในสถานที่กักกันแต่อย่าประมาทอาจเจอรอบ 2 อย่างที่เกิดในประเทศเมียนมาร์ ขณะที่ประเทศอินเดียซึ่งตอนนี้ระบาดหนักมากแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกติดเชื้อสะสมเกือบสี่ล้านคนเสียชีวิตเฉียดเจ็ดหมื่นคน

กลับมาเรื่องตำแหน่งรมว.คลังที่ว่างอยู่คงปล่อยไว้นานไม่ได้มีงานและภารกิจอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะที่ต้องหาเงินกู้เป็นหลักหลายแสนล้านบาทมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงกระทบกับความเชื่อมั่นในยามที่ประเทศต้องการคนดีมีฝีมือเข้ามาขับเคลื่อนเป็นแกนหลักอยู่ในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล หากถามว่าวันนี้ใครคือมือเศรษฐกิจอาชีพที่เห็นชื่อแล้วประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนรวมถึงแรงงานหลายสิบล้านคนมีความรู้สึกอุ่นใจสามารถฝากความเชื่อมั่นและความหวังเรื่องแก้ปัญหาปากท้องและการตกงาน

ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังไม่เห็นทิศทางจะไปทางไหนเป็นการแก้ปัญหาไปวัน ๆ แบบประคองตัว หลังเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ยังไม่ทันไรคนนอกที่เป็นมืออาชีพด้านการเงินการคลังที่นายกเลือกมาถือว่าถูกที่ถูกคนก็ไขก๊อกอยู่ไม่ได้ มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้ “ศบศ.” ที่ออกมาจัดว่าสามารถแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งถึงใช้เงินมากก็ต้องทำและขอให้ทำจริง คนเดือดร้อนเข้าถึงได้จริงและสามารถแก้ปัญหาได้จริง ที่สำคัญการทำงานของทีมเศรษฐกิจต้องมีเอกภาพ “การเมืองอย่าเข้ามาป่วน….นะครับ”

( สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat )