ญี่ปุ่นมองหาคู่ค้าไทยร่วมทุน ต่อยอดธุรกิจช่วงโควิด

ญี่ปุ่นมองหาคู่ค้าไทยร่วมทุน ต่อยอดธุรกิจช่วงโควิด

บีโอไอ หนุนผู้ประกอบการไทยจับคู่ธุรกิจญี่ปุ่น ร่วมทุนระยะยาว พลิกวิกฤตโควิดเป็นโอกาส เตรียมจัดเกรดฐานข้อมูลนักลงทุนไทย 2 พันราย ประเมินศักยภาพ ตอบโจทย์พันธมิตรต่างชาติ

น.ส.ซ่อนกลิ่น  พลอยมี  ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า  ขณะนี้บีโอไอได้ปรับโครงสร้างหน่วยงานภายใน โดยรวมกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศกับกองพัฒนาและเชื่อมโยงโยงการลงทุน  ซึ่งจะทำให้การยกระดับการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นทั้งปริมาณและขีดความสามารถ  โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าการล็อคดาวน์ในหลายประเทศ ไม่สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศได้เหมือนเดิม  ดังนั้นจึงใช้วิธีจัดกิจกรรมเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมายเชิงรุก วางแผนกิจกรรมร่วมกัน เพื่อขยายความสามารถการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยในการจัดกิจกรรมหลัก ๆ ให้หลากหลาย

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำฐานข้อมูลนักลงทุนไทยที่มีอยู่ประมาณ 2,000 รายให้ทันสมัย(Update) ที่มีการวิเคราะห์และจัดระดับศักยภาพ(Level)ผู้ประกอบการไทยแยกเป็นหมวดหมู่ต่างๆเพื่อการตอบโจทย์การหาพันธมิตรร่วมทุน และการเชื่อมโยงการตลาดคาดว่าจะสามารถดำเนินการเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ที่จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)  

  • เคาะ'วี ที แหนมเนือง' ลงทุนโรงงานผลิตพืชแห่งแรก
  • ศบค.พบป่วยโควิดใหม่3รายมาจากสหราชอาณาจักร-ฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตามล่าสุด ทางนักลงทุนญี่ปุ่นที่คันไซ ได้ขอให้ทางบีโอไอช่วยหาพันธมิตรธุรกิจไทยเพื่อการร่วมลงทุน โดยสนใจที่จะเข้าทำกิจกรรมกับเราในการจับคู่ธุรกิจเพื่อการซื้อและขายกับไทย  ซึ่งยังไม่ได้ระบุว่าเป็นอุตสาหกรรมประเภทไหน  แต่ถ้าประเมินจากศักยภาพในพื้นที่แถบนั้นมีหลากหลาย เช่น ยานยนต์ เป็นต้น

“การที่ญี่ปุ่นสนใจหาผู้ร่วมทุนไทย ถือเป็นเรื่องที่ใหม่  จากเดิมที่จะเป็นการจับคู่เพื่อซื้อขายสินค้าเป็นเรื่องการตลาด   แต่การที่ต้องการคนไทยไปร่วมเป็นพันธมิตรร่วมทุน สะท้อนว่าต้องการความอยู่รอดทางธุรกิจในระยะยาว ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของเอกชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ”น.ส.ซ่อนกลิ่นกล่าว

น.ส.ซ่อนกลิ่น  กล่าวว่านอกจากนี้ยังพบว่านักลงทุนจากสหภาพยุโรปเริ่มสนใจไทยมากขึ้นจากการจัดกิจกรรมออนไลน์ที่ได้จัดขึ้น และติดต่อตรงผ่านสำนักบีโอไอในต่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไทยต้องสร้างศักยภาพในบ้านให้แข็งแรงด้วย เช่น กรณีบีโอไอจัดกิจกรรมจับคู่ธรกิจ นักลงทุนต่างชาติจะต้องเข้ามาดูโปรไฟล์บริษัทและรายละเอียดเบื้องต้นในเว็บไซต์ซึ่งปัญหาเว็บไซต์ของไทยไม่ตอบโจทย์

สำหรับในปี 2564 บีโอไอมีกำหนดจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับญี่ปุ่น 2 ครั้งและยังมีกิจกรรมสัมมนา โดยเน้นออนไลน์เป็นหลักโดยคาดว่ามูลค่าการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทั้งรายใหญ่และรายเล็กจะสูงกว่า ปี 2563 ที่มีมูลค่าเกิดขึ้น  27,440 ล้านบาท