‘คนละครึ่ง’ เฟสแรกช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้าน

'คนละครึ่ง' เฟสแรกช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้าน

ดัชนีเชื่อมั่นฯ ดีขึ้นเป็นเดือนที่ 5 จับสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้น หนุนมาตรการคนละครึ่ง กระตุ้นการใช้จ่าย 1-1.5 แสนล้าน คาดการปีนี้จีดีพีติดลบ 6% ห่วงม๊อบปะทะรุนแรง ฉุดเศรษฐกิจทรุดต่อเนื่อง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนต.ค.ว่า ดัชนีฯอยู่ที่ระดับ 33.2 จากเดือนก.ย.63 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 32.5 ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่5 ติดต่อกัน ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้ง โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” โครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการ “ช้อปดีมีคืน”

ทั้งนี้ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจมาแล้ว และมีสัญญาณที่เริ่มดีขึ้น จากมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งที่คาดว่า จนถึงสิ้นปีภาครัฐใช้เงิน 60,000 ล้านบาท แต่จะทำให้มีการใช้จ่ายเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 1-1.5 แสนล้านบาท โดยประเมินว่า ปีนี้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะติดลบ 6-6.5% ภายใต้สมมุติฐานเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ติดลบ 4% – 5%

  • เอกชนห่วงโควิดรอบ2-ค่าเงินแข็งค่าทุบส่งออก
  • "คนละครึ่ง"ปังไม่หยุด!!!"ลุงตู่"ยิ้มโดนใจชาวบ้านสั่งลุยเฟส

“แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณที่ดี จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการเลือกตั้ง อบจ.ทั่วประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความรุนแรง ถึงขั้นกลุ่มผู้ชุมนุมมีการปะทะกันและหนักสุดนำไปสู่การยุบสภาฯ จีดีพีปีนี้ก็จะติดลบ 6.5-7 % ซึ่งกรณีนี้มีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากขณะนี้มาถึงครึ่งหนึ่งของไตรมาสที่ 4 ปี 63 แล้ว “นายธนวรรธน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจได้มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ต่อการบริหารด้านเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย 1. มาตรการช่วยเหลือธุรกิจส่งออกโดยการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน พร้อมลงทุนในสิ่งใหม่ ๆ ให้มีความต่อเนื่อง

2. รักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนเพื่อช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันการส่งออกสินค้าไทย นอกจากนี้ผลักดันการส่งออกไปตลาดอื่น โดยเฉพาะตลาดจีนเพราะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และเศรษฐกิจจีนกำลังฟื้นตัวหลังจากโควิด 19 3. มาตรการกระตุ้นกำลังการซื้อของประชาชนในประเทศให้เข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากหยุดนิ่งไปจากสถานการณ์โควิด 19 และ 4. จัดสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือให้กระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น มีการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สาธารณสุขให้มีความเท่าเทียมมากขึ้น