กางบัญชี ‘เชนร้านอาหาร’ ครึ่งปีแรก 2563 ใครรุ่ง ใครร่วง? ในยามวิกฤติโควิด

กางบัญชี “เชนร้านอาหาร” จากบิ๊กคอร์เปอเรท ส่งผลประกอบการไตรมาส 2 ครึ่งปี 2563 ที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ชะลอ ผลพวงจากมรสุมโควิด-19 ใครจะยังคงทำกำไรได้บ้าง? หรือใครต้องประสบภาวะขาดทุน

ถึงช่วงเวลาของการรายงาน “ผลประกอบการบริษัทไตรมาส 2 ของปี 2563 ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายบริษัทที่ประกาศมาแล้ว ซึ่งปีนี้บริษัทเกือบทุกเซ็กเตอร์ต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 โดยแม้จะมีบางธุรกิจโตสวนกระแส แต่ส่วนมากเมื่อประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมา หลายองค์กรเข้าสู่แดนลบ ตัวเลขรายได้และกำไรร่วงรูด 

แต่หากเจาะลึกใน ธุรกิจเชนร้านอาหาร หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ และต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและสถานการณ์ที่บีบบังคับให้การบริการไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบเดิมได้ แต่ละรายมีการปรับตัวอย่างไร และวิกฤติครั้งนี้ฉุดเงินในกระเป๋าไปเท่าไร

  • ZEN รายได้ลดเกินครึ่ง รุกเดลิเวอรี่เต็มสูบ

ZEN หรือ บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจบริการอาหาร (Food Service) ที่ถือแบรนด์เชนร้านอาหารในมือกว่า 14 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ZEN, AKA, On the table, เขียง ตำมั่ว ฯลฯ ซึ่งวันนี้อยู่ภายใต้การบริหารของ “บุญยง ตันสกุลล่าสุดได้ประกาศผลประกอบการของบริษัทออกมาแล้ว โดยรายได้รวมไตรมาส 2 ของปีนี้อยู่ที่ 338.6 ล้านบาท แยกเป็นรายได้จากการขายและบริการ (ขายอาหารและเครื่องดื่มให้สิทธิ์แฟรนไชส์) 327.6 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 10.9 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 55.8% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 เนื่องจากปี 2562 มีรายได้รวม Q2 อยู่ที่ 765.2 ล้านบาท

ภาพรวมรายได้ในครึ่งปีแรก 2563 เครือ ZEN โกยไปทั้งหมด 982.2 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 34.3% หรือจากรายได้เดิม 1,495.7 ล้านบาท ทั้งนี้ในการประกาศรายได้ครั้งนี้ มีการวิเคราะห์บริษัทไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งปัจจัยที่เข้ามากระทบรายได้หลักๆ หนีไม่พ้นวิกฤติโควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ศูนย์การค้าต่างๆ ต้องปิดบริการเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่ 22 มี..-17 ..2563 ซึ่งเป็นพื้นที่หลักหรือช่องทางการขายหลักของเครือ

สำหรับการปรับตัวในช่วงที่ผ่านคือ การเพิ่มบริการเดลิเวอรี่มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างดี จากข้อมูลของบริษัทพบว่า ยอดขายผ่านเดลิเวอรี่ของ ZEN ใน Q2/63 เพิ่มขึ้นถึง 270% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นอกจากนี้ยังเดินหน้าปรับลดค่าใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ทั้งการเจรจาของลดค่าเช่าพื้นที่ ประกอบกับออกนโยบายสมัครใจลางานโดยไม่รับค่าจ้าง แต่ขณะเดียวกัน เครือ ZEN ก็ยังมีการขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันราว 24 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเปิดภายใต้แบรนด์เขียง

ทั้งนี้อย่างไรก็ตามยอดขายของเครือ ZEN เริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทคาดการณ์ว่า Q3/63 รายได้จะเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ภาพรวมการเงินครึ่งปีหลังของเครือดีขึ้น

  • Minor อ่วม ครึ่งปีขาดทุนหมื่นล้าน

ในส่วนของบิ๊กเชนธุรกิจของโลกอย่างเครือMinor” หรือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ส่วนทั่วโลก ทั้งไมเนอร์ โฮเทลส์ ธุรกิจโรงแรมและสปา, ไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ต่างๆ เช่น อเนลโล่, ชาร์ล แอนด์ คีธ, เอสปรี ฯลฯ และอีกหนึ่งธุรกิจหลักคือ ไมเนอร์ ฟู้ด ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ภาพรวมของเครือไมเนอร์ใน “ทุกธุรกิจ” ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 นี้ รายได้รวมอยู่ที่ 6.68 พันล้านบาท ลดลง 79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากบริษัทยังต้องเผชิญความท้าทายกับวิกฤติโควิด-19 ทำให้ภาพรวมรายได้บริษัทในช่วงครึ่งปีแรกนั้นอยู่ที่ 2.92 หมื่นล้านบาท ลดลงราว 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรสุทธิ Q2/63 ติดลบ 8.44 พันล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิภาพรวมครึ่งปีแรกติดลบอยู่ที่ 1.02 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของผลการดำเนินงาน ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ 62% รองลงมาคือ ร้านอาหาร 33% ตามด้วยจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิตอีก 5%

วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ทำให้ธุรกิจของไมเนอร์ทั่วโลกต้องสะดุด โดยเฉพาะเดือนเมษยนพฤษภาคม โรงแรม ร่านอาหารและร้านค้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ทั่วโลกในเครือต้องปิดบริการชั่วคราว บริษัทจึงต้องดึงกลยุทธ์ควบคุมค่าใช้จ่ายมาใช้ เพื่อรักษากระแสเงินสดและสภาพคล่องไว้ อีกทั้งยังออกหุ้นกู้ราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐช่วงไตรมาสที่ผ่านมา โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา สถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น หลายประเทศเปิดพรมแดน ทำให้ธุรกิจในส่วนของโรงแรมมากกว่า 70% กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารมากกว่า 90% ก็เริ่มเข้าการบริการเช่นเดิม ซึ่งมีการประมาณการว่า Q4/2563 ทุกธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ปกติและเป็นไปในลักษณะเชิงรุก

ดิลลิป ราชากาเรียประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MINT กล่าวว่าไตรมาส 2 เป็นไตรมาสที่ท้าทายที่สุด ไม่เพียงแต่ไมเนอร์เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในภาคการบริการและการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งทางไมเนอร์มีความผิดหวังกับผลประกอบการในไตรมาส 2 และมีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบ

อย่างไรก็ตามหากมองแยกเฉพาะไมเนอร์ฟู้ด พบว่า Q2/63 ยอดขายโดยรวมทั้งหมด รวมทั้งที่บริษัทลงทุนเองและสาขาแฟรนไชส์ (ที่ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ) ลดลงราว 36.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับในไทย Q2 ยอดขายโดยรวมทุกสาขาลดลง 21.8% เทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกันมีการขยายสาขาร้านบอนชอนเพิ่ม 1 สาขา เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในเบรดทอล์ค กรุ๊ป เป็น 25.1% จากเดิม 14.2% นอกจากนี้ได้ปิดบางสาขาของร้านแดรี่ ควีน, เอ็กซ์เพรส, เดอะ คอฟฟี่ คลับ และซิซซ์เลอร์

สำหรับในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นกลยุทธ์ที่เป็นจุดแข็งของไมเนอร์ฟู้ด คือ การมุ่งไปที่เดลิเวอรี่มากขึ้น มีการเพิ่มแบรนด์อื่นเข้าไปในแอพพลิเคชั่น 1112 Delivery มีทั้งเดอะ พิซซ่า คอมปะนี บอนชอน เอส แอนด์ พี เบรดทอล์ค ขณะที่แบรนด์ซิซซ์เล่อร์มีการขยายธุรกิจรูปแบบใหม่เป็นซิซซ์เล่อร์ทูโก นอกจากนี้ยังมีการนำกลยุทธ์ครัวกลางเข้ามาใช้ด้วย

  

  • MK หืดจับครึ่งปีฟันกำไรสุทธิ 93 ล้าน

สำหรับธุรกิจเครือ MK หรือบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ที่หลายคนคุ้นเคยคือ ร้านสุกี้ชื่อดังในชื่อร้านเอ็มเค สุกี้ ซึ่งปัจจุบันโดยรวมแล้วในเครือมีแบรนด์ในมือกว่า 12 แบรนด์ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เครือเอ็มเคเพิ่งทุ่มเงินกว่า 2 พันล้านบาท ซื้อกิจการแหลมเจริญซีฟู้ดเพื่อเสริมพอร์ตธุรกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้เครือ MK ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2563 นี้ ซึ่งมีรายได้รวมจากการขายและบริการราว 2,163 ล้านบาท ลดลงราว 51.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากยังต้องเผชิญกับพิษวิกฤติโควิด-19 อยู่ โดยจากรายงานระบุว่า แม้ยอดขายจากการสั่งซื้อกลับบ้าน แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนรายได้ของการนั่งกินที่ร้านต่างๆ ในเครือได้

ทั้งนี้ในส่วนร้านอาหารสาขาเพิ่งสามารถกลับมาเปิดได้เมื่อ 17 พฤษภาคม 2563 แต่ก็ยังคงต้องทำตามมาตรการด้านสาธารณสุขอยู่ ที่ต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม และยังคงต้องปิดบริการเร็วกว่าปกติ จึงทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นมาเพียงเล็กน้อย

  • ไทยพบผู้ติดเชื้อ 'โควิด-19' เพิ่ม 4 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 1 ราย

  • เร่งหาต้นตอ 'ดีเจ' ติดโควิด สั่งกักกลุ่มเสี่ยงสูงลอตแรก 63 คน

  • คำต่อคำ 'ธัญญ่า' เปิดหมดเปลือก ฝากถึง 'อิงอิง' ปล่อยท้องไม่ได้ผล

และในเดือนมิถุนายน 2563 ยอดขายปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น

ทั้งนี้ภาพรวมรายได้ในช่วงครึ่งแรก 2563 อยู่ที่ 5,958 ล้านบาท ลดลง 32.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้สัดส่วนธุรกิจส่วนใหญ่เทไปที่ MK รองลงมาเป็นยาโยอิ  ขณะที่กำไรสุทธิช่วง Q2/63 ขาดทุน 247 ล้านบาท ลดลงไปกว่า 936 ล้านบาทจากปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2563 โดยรวมมีกำไร 93 ล้านบาท ลดลงกว่า 90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อ MK ต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 เช่นเดียวบริษัทอื่นในธุรกิจร้านอาหาร ที่ผ่านมาจึงพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งสามารถลดได้ 687 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วง Q2 ของปี 2562 และ 2563

โดยจากบทวิเคราะห์ธุรกิจของเอ็มเคของธนาคารกรุงเทพ ชี้ว่าปีนี้เกิดปรากฏการณ์ในรอบ 33 ปี ที่เอ็มเคจัดทัพวัตถุดิบและอาหารสำเร็จรูป 1 แถม 1 หรือยอมเฉือนเนื้อตัวเอง 50% รวมถึงการหันมาจับช่องทางออนไลน์มากขึ้น นอกจากนี้เปิดบริการใหม่ MK FRESH MART ขายผักสดระยะเวลาราว 1 เดือน เป็นต้น

  • เครือไทยเบฟต้านไม่ไหว Q1 ขาดทุน 43 ล้าน

ขณะที่หนึ่งในแนวหน้าธุรกิจเชนร้านอาหารในไทย คือเครือไทยเบฟหลากหลายเชนที่ไทยเบฟครอบครองเข้ามาช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอได้อย่างมาก แต่ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2563 มรสุมวิกฤติโควิดส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ไทยเบฟก็ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่เช่นกัน อย่างธุรกิจร้านอาหารแรกเริ่มที่ไทยเบฟเข้าไปจับอย่างเครือโออิชิ (OISHI) ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

โดยช่วงไตรมาส 2/2563 หรือนับเป็นไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2563 ตามงบการเงินของบริษัท (เดือนเมษายนมิถุนายน 2563) ภาพรวมรายได้จากการขายและให้บริการของบริษัทใหญ่และบริษัทย่อยอยู่ที่ 2,154 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ลดลงไปกว่า 40.8% หรือประมาณ 1,485 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยหลักคือวิกฤติโควิด-19 โดยในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร Q2/2563 สามารถทำรายได้เพียง 630 ล้านบาท ลดลงไปกว่า 65.8%

เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐ ไม่สามารถเปิดให้นั่งกินอาหารในร้านได้ชั่วคราวตั้งแต่เมษายนพฤษภาคม จึงต้องปรับแผนเปลี่ยนสัดส่วนสู่การเดลิเวอรี่เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป รวมถึงลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่น รวมถึงควบคุมต้นทุนด้านวัตถุดิบมากขึ้น ส่วนกำไรสุทธิพบว่าแม้จะมีวิกฤติ แต่เครือโออิชิยังคงทำกำไรได้ 137 ล้านบาท แต่ลดลงจากปีก่อน 67.6%

รายได้จากเครือโออิชินับเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของธุรกิจร้านอาหารของเครือไทยเบฟ ทั้งนี้เครือไทยเบฟมีการรายได้ผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2563 (เดือนมกราคมมีนาคม 2563) แต่ยังไม่มีผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (เดือนเมษายนมิถุนายน 2563) โดยพบว่าบริษัทมีรายได้จากธุรกิจร้านอาหาร 3,477 ล้านบาท ลดลงราว 8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งรายได้ที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากเครือโออิชิ ทำให้ภาพรวมบริษัทขาดทุนราว 43 ล้านบาท

ซึ่งไทยเบฟมีรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร พบว่าปัจจัยหลักคือวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลต่อธุรกิจร้านอาหารทั่วประเทศ เนื่องจากปัจจัยหลักด้านข้อจำกัดด้านการเดินทาง การปิดสนามบิน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบางสาขาในเครือ ซึ่งไทยเบฟดึง 2 กลยุทธ์ใหญ่ในการรับมือช่วงที่มีมาตรการเครือฟิว ช่วงเมษายนถึงราวกลางพฤษภาคม 2563 ทั้งการมุ่งเน้นเดลิเวอรี่ และการลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ

นอกจากนี้ไทยเบฟยังคาดการณ์แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารในอนาคต ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งหลักๆ มี 4 ด้าน คือ 1.ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทั้งเรื่องความสะอาด ปลอดภัย และสุขอนามัย จึงต้องมีการปรับมาตรฐานให้พร้อมรองรับกับผู้บริโภคในอนาคตด้วย 2.โควิด-19 ก่อให้เกิน Homebody Economy มากขึ้น 3.การระบาดของเชื้อไวรัสเร่งให้ผู้คนใช้เครื่องดิจิทัลและออนไลน์มากขึ้น และ 4.ผู้บริโภคต้องการความคุ้มค่ามากขึ้นจากเงินที่ใช้จ่ายไป ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ

ทั้งน้ีจากภาพรวมธุรกิจของเชนร้านอาหารจากกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ ทำให้เห็นภาพของผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ที่เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ส่งผลกระทบต่อแทบธุรกิจ เพียงแต่ใครปรับตัวได้เร็ว ก็จะมีโอกาสเห็นแสงสว่างข้างหน้ามากกว่า ซึ่งหลังจากนี้ในครั้งปีหลัง 2563 ยังเป็นช่วงเวลาต้องจับตาต่อไป จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนของเชื้อไวรัสที่ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อใด

ที่มา : bangkokbiznews(1)bangkokbiznews(2), set, minor, mint, set(2), m.listedcompany, bangkokbanksme, set(3), thaibev,