3 ตัวแปรที่ควรจับตามอง เมื่อราคา Bitcoin กำลังจะพุ่งไปหา 20,000 ดอลลาร์

ในช่วงสัปดาห์ทีผ่านมา ราคา Bitcoin นั้นวิ่งเข้าใกล้ระดับ 20,000 ดอลลาร์มากกว่าที่เคย ส่งผลทำให้นักเทรดเป็นจำนวนมากที่เริ่มรอไมไหวจนเทขายไปก่อนแล้ว โดยในมุมมองของนักเทรดบางคนนั้น การที่ตลาดยังมีแรงซื้อไม่พอนั้นถือเป็นปัญหาหลัก โดยเฉพาะสิ่งนี้ที่ทำให้ราคาร่วงลงมาแตะ 16,200 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นักเทรดรายหนึ่งที่มากไปด้วยประสบการณ์นั้นรู้ว่ามันมีตัวแปรสำคัญที่กำลังบ่งบอกสัญญาณว่าตลาดนั้นกำลังอยู่ในช่วงกลับตัว ซึ่งมันก็คือโวลุม, อัตราพรีเมียมบนตลาดฟิวเจอร์, และการเปิด position ของเจ้ามือบนเว็บกระดานเทรดชั้นนำ

แม้ว่าตัวบ่งชี้ที่ดูเป็นด้านลบนั้นจะไม่ทำให้ราคาร่วงลงในทุกครั้ง แต่มันก็มีสัญญาณที่บ่งบอกความอ่อนแอของตลาดที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งนักเทรดแต่ละคนก็จะมีระบบของตัวเองที่แตกต่างกันไป และบางรายก็มักจะตัดสินใจเทรดทันทีที่มีตัวแปรสำคัญที่พวกเขาตั้งไว้เกิดขึ้นไม่ว่าจะ 2 หรือ 3 ตัวขึ้นไป แต่มันก็ไม่มีกฎตายตัวว่าควรจะซื้อหรือขายในตลาดเมื่อไร

  • ข้อมูลจาก On-chain เผยว่าแรงเทขายในตลาด Bitcoin เริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ
    Read
    ข้อมูลจาก On-chain เผยว่าแรงเทขายในตลาด Bitcoin เริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ

ตลาดฟิวเจอร์ไม่ควรถูกซื้อขายต่ำกว่าตลาด Spot

เว็บไซต์บางแห่งมี indicator ที่อ้างว่าสามารถช่วยตัดสินใจการซื้อขายให้กับนักลงทุนได้อย่างแม่นยำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือของพวกเขานั้นก็แค่นำเอาโวลุมของ bid และ offer มาใช้งานเท่านั้น

ในขณะที่นักเทรดรายอื่น ๆ อาจจะเลือกใช้งานข้อมูลจาก leaderboard ทำให้พวกเขาเลือกจะติดตามนักลงทุนที่ยังคงอยู่ในอันดับต้น ๆ เป็นเวลานาน แต่ข้อมูลนั้นก็ไม่ได้แม่นยำเสมอไป


อีกหนึ่งวิธีการที่ดีกว่านั้นก็คือการเฝ้าดูอัตรา funding rate ของตลาด perpetual futures (inverse swap)

โดยปกติแล้วอัตรา open interest ของผู้ซื้อและผู้ขายนั้นมักจะตรงกันตลอดในสัญญาฟิวเจอร์ใด ๆ ก็แล้วแต่ มันไม่มีทางเลยที่จะเกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้นมาได้ เนื่องจากว่าทุก ๆ การซื้อขายนั้นจำเป็นจะต้องมีผู้ซื้อ (long) และผู้ขาย (short)

อัตรา funding rate นั้นทำให้เราแน่ใจได้ว่ามันจะไม่เกิดความเสี่ยงของความไม่เท่าเทียมกันในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย โดยหากฝั่งนักขายส่วนใหญกลุ่มที่ต้องใช้ leverage มากกว่าฝั่งตรงข้าม อัตรา funding rate นั้นก็จะติดลบ และนักเทรดเหล่านั้นก็จะกลายเป็นผู้ที่จ่ายค่าธรรมเนียมไปในท้ายสุด

อัตรา funding rate บนตลาดฟิวเจอร์ จาก Cointelegraph

การเปลี่ยนแปลงของอัตรา funding rate ไปอยู่ในโซนติดลบนั้นบ่งบอกว่านักเทรดส่วนใหญ่ในตลาดกำลังมองว่าราคาของสินทรัพย์นั้น ๆ ในตลาดกำลังจะลดลง จึงทำให้พวกเขาแห่กันเปิด short ซึ่งโดยปกติแล้วนักเทรดมืออาชีพจะทำการเฝ้าระวังค่าดังกล่าวนี้บนเว็บเทรดชั้นนำอย่างน้อย 2 ที่ขึ้นไป เพื่อจะได้ไม่มีอะไรผิดพลาด

อัตรา funding rate นั้นอาจจะมีความคลาดเคลื่อนขึ้นมาบ้างในบางครั้ง เนื่องจากข้อมูลที่ได้มาส่วนใหญ่นั้นมาจากนักลงทุนรายย่อย จึงทำให้บางครั้งนักลงทุนเหล่านี้มีการเปิด leverage ที่มากเกินไป ในขณะที่นักลงทุนมืออาชีพนั้นมักจะเข้าไปซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์แบบระยะยาวที่มีวันหมดอายุที่แน่ชัดมากกว่า

ซึ่งวิธีที่นักเทรดนำมาใช้นั้นก็คือการนำเอาราคาในตลาดฟิวเจอร์มาเทียบกับราคาในตลาด spot (ตลาดธรรมดา) เท่านี้พวกเขาก็จะได้เห็นว่าตลาดนั้นมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นที่มากขนาดไหน

อัตราพรีเมียมบนตลาดฟิวเจอร์จาก cointelegraph

ลองดูภาพด้านบนจะพบว่าตลาดฟิวเจอร์นั้นมักจะมีการซื้อขายด้วยราคาพรีเมียมที่สูงกว่าตลาด spot ประมาณ 0.5% แต่เมื่อไรก็ตามที่อัตราพรีเมียมนั้นเริ่มหายไป หรือติดลบ นี่จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าตลาดนั้นกำลังจะกลายเป็นขาลงอย่างรุนแรง

การเฝ้าดูโวลลุมในตลาดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ

นอกเหนือจากการเฝ้าดูตลาดฟิวเจอร์แล้ว นักเทรดที่ดีนั้นจะต้องทำการติดตามโวลุมในตลาด spot อีกด้วย ซึ่งเมื่อราคานั้นมีการทำลายแนวต้านใหม่ได้ แต่โวลุมนั้นยังต่ำอยู่ สิ่งนี้แม้ว่าจะดูน่าหลงไหลชวนให้เข้าไปซื้อในตลาด แต่ความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์แบบนี้กำลังบ่งบอกว่าตลาดกำลังขาดความมั่นใจ ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่ราคามีการเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นมันควรที่จะตามมาด้วยอัตราโวลุมที่ดีกว่าเสมอ

โวลุมบนตลาด Spot แบบรวมกัน

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงในโวลุมล่าสุดนั้นดูเหมือนว่าจะไม่หวือหวามากนัก แต่นักเทรดนั้นก็ควรที่จะเฝ้าระวังตลาด โดยเฉพาะในขณะที่ราคาเกิดการสวิงในขณะที่โวลุมในตลาดนั้นยังต่ำกว่า 3 พันล้านดอลลาร์อยู่ โดยเฉพาะในช่วง 30 วันที่ผ่านมา

หากลองดูข้อมูลของช่วงเดือนที่ผ่านมา โวลุมนั้นจะเป็นตัวชี้วัดพื้นฐานที่นักเทรดนั้นควรจะจับตามองอีกตัวหนึ่ง ท่ามกลางราคาที่กำลังวิ่งไปหาระดับ 20,000 ดอลลาร์

อัตรา long-to-short ของเจ้ามืออาจใช้วิเคราะห์ราคาได้

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนมืออาชีพนั้นมักจะใช้ก็คืออัตรา long-to-short ของเจ้ามือ ที่เราสามารถพบได้บนเว็บกระดานเทรดชั้นนำ

มักจะมีความแตกต่างระหว่างวิธีการบนเว็บกระดานเทรดในแต่ละแห่ง ดังนั้นผู้อ่านควรติดตามการเปลี่ยนแปลงแทน ที่จะเป็นค่าตัวเลขที่แน่นอน

อัตรา long to short ของเจ้ามือในตลาด Binance

หากค่าดังกล่าวนั้นร่วงลงไปต่ำกว่า 1.00 ตามภาพด้านบนนั้นบ่งบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่น่าเป็นห่วง แต่หากมันขึ้นไปยืนเหนือ 1.00 ได้ แปลว่าเจ้ามือในตลาดนั้นต้องการที่จะเปิด long มากกว่า

ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วด้านบน อัตราดังกล่าวนั้นอาจจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละเว็บเทรด แต่ปัญหาดังกล่าวก็สามารถถูกแก้ไขได้ด้วยการไม่นำมันมาเปรียบเทียบกันโดยตรง

อัตรา long to short ของเจ้ามือในตลาด OKEx

ยกตัวอย่างเช่นค่าดังกล่าวบนเว็บ OKEx นั้นกำลังเผยให้เห็นว่ามันยืนอยูเหนือ 1.00 ซึ่งต่างจากของ Binance ดังนั้นสิ่งนี้จึงไม่ได้บ่งบอกว่าตลาดจะกลายเป็นขาลงเสมอไป แต่หากอ้างอิงจากข้อมูลย้อนหลัง 30 วันนั้นจะพบว่าตัวเลขที่ต่ำกว่า 0.75 นั้นกำลังบ่งบอกว่าตลาดกำลังมีความน่าเป็นห่วง

โดยสรุปนั้น มันไม่มีวิธีการหรือกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการทำนายการร่วงลงของราคา เนื่องจากว่านักเทรดส่วนใหญ่นั้นมักจะรอให้ตัวชี้วัดทั้งหมดกลายเป็นขาลงก่อน พวกเขาถึงจะเริ่มเข้าไปในตลาด แต่ในหลาย ๆ ครั้งมันก็มักจะสายไปแล้ว

ดังนั้นการเฝ้าติดตามอัตรา funding rate, โวลุมบนตลาด spot, และการเปิด long-to-short ของเจ้ามือนั้นจะช่วยทำให้นักเทรดสามารถตัดสินใจได้มากขึ้น มากกว่าการมานั่งอ่านกราฟแท่งเทียนและตัว oscillators อย่างเช่น Relative Strength Index และ Moving Average Convergence Divergence

เนื่องจากว่าทั้งสามอย่างนี้สามารถบ่งบอกได้ถึงอารมณ์ของนักเทรดมืออาชีพได้โดยตรง และมันเป็นจุดสำคัญ ท่ามกลางราคา Bitcoin ที่กำลังวิ่งเข้าใกล้ระดับ 20,000 ดอลลาร์มากขึ้นทุกที