สถิติเผย Bitcoin จำนวน 6 ล้าน BTC ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าแบบ Multi-signature แล้ว

รายงานล่าสุดเผยว่าเหรียญ Bitcoin เกือบ 6 ล้าน BTC นั้นกำลังถูกเก็บไว้บน wallet แบบ multi-signature หรือกระเป๋าที่จำเป็นจะต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากหลาย ๆ ฝ่ายถึงจะทำการโอนออกมาได้ โดยการเพิ่มขึ้นของจำนวนดังกล่าวนั้นคิดเป็นราว ๆ 1 ใน 3 ของจำนวน Bitcoin ทั้งหมดเลยทีเดียว

ป้องกันการปิดเว็บหนีหาย

โดยปกติแล้วนั้น Bitcoin มักจะถูกเก็บไว้ด้วยการผสานกันระหว่าง public key กับ private key โดยหากผู้ใช้งานต้องการที่จะโอนเหรียญของพวกเขาออกนั้นจะต้องมีการเซ็นธุรกรรมด้วย private key ของพวกเขา ซึ่งโดยปกติแล้ววิธีการดังกล่าวนั้นใช้งานได้อย่างง่ายดายและลงตัวมาจนถึงปัจจุบัน ทว่ามันก็ยังมีบางสถานการณ์ที่วิธีการดังกล่าวดูเหมือนว่าจะไม่ได้ปลอดภัยแบบ 100% นัก

ยกตัวอย่างเช่นผู้ก่อตั้งเว็บเทรดคริปโตรายหนึ่งนั้นทำการเก็บเหรียญของลูกค้าของพวกเขาไว้ใน wallet ของทางเว็บและถือ private key ไว้เองคนเดียว ซึ่งการ centralized อำนาจมาไว้ที่เจ้าของเว็บคนเดียวนั้นส่งผลทำให้เกิดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นมาได้อย่างเช่นในกรณีที่เจ้าของเว็บเสียชีวิต, private key ถูกขโมย, หรือเจ้าของเว็บตัดสินใจที่จะฮุบเหรียญทั้งหมดไว้เองคนเดียว ซึ่งสำหรับสถานการณ์เหล่านี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ลูกค้าของพวกเขาก็ต้องสูญเสียเหรียญไปอย่างแน่นอน

  • การโอนเหรียญคริปโตของเจ้ามือจำนวนมหาศาล ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการปั่นราคาต่อเสมอไป
    Read
    การโอนเหรียญคริปโตของเจ้ามือจำนวนมหาศาล ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการปั่นราคาต่อเสมอไป

เมื่อเป็นเช่นนั้นทางนักพัฒนาหลักของ Bitcoin จึงได้ทำการ soft fork เพื่ออัพเกรดเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ขึ้นมาเมื่อปี 2012 ซึ่งนั่นก็คือกระเป๋าแบบ multi-signature และนั่นทำให้ผู้ใช้งาน Bitcoin ต้องทำการเซ็นหลาย ๆ ฝ่าย ๆ ตามที่ตั้งค่าไว้หากต้องการโอนเหรียญออก เปรียบเสมือนหีบที่มีรูกุญแจหลาย ๆ รูเพื่อที่จะต้องมีการไขให้ครบทุกรูมันถึงจะเปิดออกมาได้นั่นเอง โดยเจ้าของกระเป๋าสามารถที่จะกำหนดได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้เซ็นบ้างอีกด้วย

จำนวนกระเป๋าแบบ Multi-sig ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ภาพจาก txstats

Mt. Gox ทำให้คนกลัว

หากกล่าวถึง Mt. Gox หรือเว็บอดีตเว็บเทรด Bitcoin เบอร์หนึ่งของโลกที่ล่มสลายเพราะถูกแฮ็คไปเมื่อต้นทศวรรษ 2010 นั้นคงไม่มีใครไม่รู้จัก ลองคิดดูว่าหากวันนั้นเจ้าของเว็บใช้ระบบ multi-sig ที่แจกจ่ายอำนาจการเซ็นไว้ให้กับผู้คน 5 คน และเรียกร้องให้ 3 ใน 5 เซ็นถึงจะโอนเหรียญออกได้ ป่านนี้เราอาจจะได้เห็น Mt. Gox เปิดให้บริการมาจนถึงปัจจุบันเลยก็เป็นได้

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นมันไม่ใช่แบบนั้น และพวกเขาก็ต้องปิดตัวเว็บลงเนื่องจากว่าถูกแฮ็ค จนทำให้ลูกค้าเป็นจำนวนมากต้องสูญเสียเหรียญของพวกเขาไปจนเกิดการฟ้องร้องจนมาถึงปัจจุบัน โดยภายหลังจากนั้นผู้คนต่างก็เริ่มที่จะกลัวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะซ้ำร้อยจึงทำให้มีการใช้กระเป๋าแบบ multi-sig กันมากขึ้น

โดยสรุปก็คือ ปัจจุบันผู้คนธรรมดาส่วนใหญ่นั้นมักจะไม่ใช้ฟีเจอร์แบบ multi-sig กันมากนัก เนื่องจากว่ามันค่อนข้างจะยุ่งยากเล็กน้อย ดังนั้นฟีเจอร์ดังกล่าวจึงถูกใช้กับธุรกิจหรือบริษัทที่ต้องมีผู้คนหลาย ๆ คนเข้ามาร่วมกันบริหารเป็นจำนวนมาก