สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะส่งผลกระทบต่อ Cryptocurrency ในปีหน้าอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบ

ดูเหมือนว่า CBDC จะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดในปีนี้และผู้เชี่ยวชาญก็ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ตามรายงานล่าสุดของ BIS เปิดเผยว่า 80% ของธนาคารกลางทั่วโลกได้ประเมินการนำ CBDC ไปใช้แล้ว โดยมีข่าวลือมากมายออกมาว่าธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเริ่มต้นทำการวิจัยการศึกษา การทดสอบ ฯลฯ ในปีนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศ ออสเตรเลีย, บราซิล, กัมพูชา, เอสโตเนีย, จาเมกา, คาซัคสถาน, เคนยา, ลิทัวเนีย, รัสเซีย, เกาหลีใต้, สวีเดน, ไทย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และญี่ปุ่น

แม้ว่าในขณะนี้อาจมีหลายเหตุผลสำหรับการเร่งพัฒนา CBDC อย่างรวดเร็วในทั่วโลก แต่เหตุผลที่สำคัญหลัก ๆ ก็คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19  ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญที่ธนาคารระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ มองเห็นว่ามันมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์ใน 20 ปีข้างหน้าได้ และเหมาะสมที่จะกลายมาเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาระบบการเงินในอนาคต

  • ธนาคารกลางเกาหลีใต้เตรียมทดสอบเหรียญ Cryptocurrency ของตัวเองภายในปีหน้า
    Read
    ธนาคารกลางเกาหลีใต้เตรียมทดสอบเหรียญ Cryptocurrency ของตัวเองภายในปีหน้า

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางรายกำลังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวอย่างจริงจังเกี่ยวกับ CBDC และเน้นย้ำว่าพวกมันอาจก้าวไปสู่ระบบที่เป็น Centralize มากขึ้น ด้วยสาเหตุนี้เองผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตจึงได้เริ่มออกมาแสดงมุมมองของพวกเขาเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการมาของ CBDC

นาย Brian Behlendorf ผู้อำนวยการบริหารของ Hyperledger

“ความสามารถภายในทีมด้านเทคนิคของธนาคารกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง CBDC ศักยภาพและข้อจำกัดต่าง ๆ นั้นได้ทำให้หลายคนในชุมชนคริปโตรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในปีนี้เราไม่ได้เพียงแค่เห็นคำแนะนำที่หลุดออกมาจากโครงการวิจัยเท่านั้น แต่เรายังได้เห็นการนำร่องหรือแม้แต่ระบบการผลิตและสถาบันเสริมเช่น BIS และ OECD ที่ได้เข้ามาจัดการกับปัญหาด้านกฎระเบียบต่าง ๆ  แต่คำถามสำคัญที่สุดก็คือ เครือข่ายเหล่านี้จะอิงตามบัญชีหรือตามผู้ถือเหรียญ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในชุมชนคริปโตเริ่มตั้งข้อสังเกตแล้วก็ว่า ‘หากมันไม่ใช่กุญแจของคุณไม่ใช่เงินของคุณ’ (Not your keys, not your coins)


มันมีความเสี่ยงมากมายภายใต้ข้อกำหนดของกฎข้อบังคับ ในการต่อสู้กับอาชญากรรมและการฉ้อโกงที่ขัดแย้งกับเสรีภาพในการเรียกใช้ซอฟต์แวร์ของรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ที่ยาวนานและในที่สุดเราอาจพบว่าหน่วยงานกำกับดูแลอาจมีการสั่งห้ามใช้ กระเป๋า Wallet ส่วนตัว ซึ่งนั่นจะเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับทุกคนตั้งแต่ชุมชนคริปโต ไปจนถึง CBDC และสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ ทั้งหมด”

นาย Brian Brooks ผู้ควบคุมสกุลเงินของสำนักงานบัญชีกลางในกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางกำลังเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดในขณะนี้  

สหรัฐอเมริกามักเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์แทนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์เสมอ แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามเมื่อ CDBC ได้รับความสนใจอย่างมากจากประเทศอื่น ๆ พวกเขาจะเริ่มแสดงบทบาทที่สำคัญของเงินดอลลาร์สหรัฐทันที”

นาย Da Hongfei ผู้ก่อตั้ง Neo ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Onchain

“มันจะส่งผลดีต่อพื้นที่บล็อกเชนอย่างแน่นอน เนื่องจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ CBDs เป็นการยืนยันแล้วว่าบล็อกเชนนั้นมีบทบาทสำคัญในโลกแห่งอนาคต ในขณะที่นวัตกรรมบล็อกเชนเร่งตัวขึ้น ผมเชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างอนาคตดิจิทัลที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขความไร้ประสิทธิภาพและข้อบกพร่องของระเบียบทั่วโลกในยุคปัจจุบัน”

นาง Denelle Dixon ซีอีโอและกรรมการฝ่ายบริหารของมูลนิธิ Stellar Development Foundation

“CBDC จะเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ในช่วงชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะเครื่องมือทางการเงิน ในปีนี้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบของ CBDCs ผู้กำหนดนโยบายรัฐบาลและธนาคารกลางเริ่มตระหนักมากขึ้นว่ามีวิธีต่าง ๆ ในการให้บริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้นและสร้างการเข้าถึงระบบการเงินอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้นด้วยวิธีที่เร็วกว่า ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า

จากการหารือกับรัฐบาลทั่วโลกในการสำรวจเทคโนโลยีนี้ ผมคิดว่าปี 2021 เราจะได้เห็นธนาคารกลางเริ่มนำ CBDC ไปสู่กรณีการใช้งานจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ”

นาย Dominik Schiener ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ Iota Foundation

“CBDC จะได้รับการพัฒนาที่ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าในพื้นที่ คริปโต ในขณะที่ CBDC นั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่พวกมันก็มีวิธีการใช้งานที่แตกต่างไปจากสินทรัพย์เข้ารหัสที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีเช่น Bitcoin หรือ Iota พวกมันถูกสร้างและได้รับสนับสนุนโดยธนาคารกลางที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินตามความต้องการ ซึ่งตรงกันข้ามกับสินทรัพย์คริปโตที่ถูกควบคุมโดยอัลกอริทึมที่มีการจัดการกับอุปทาน

ในปี 2021 เราจะเห็นธนาคารกลางเริ่มทำการทดสอบ CBDC อย่างไรก็ตามพวกเขาอาจจะทำเช่นนั้นบนเครือข่ายส่วนตัวหรือแม้แต่เครือข่ายที่ไม่ใช่ บล็อกเชน พวกเขาอาจตัดสินใจสร้างเครือข่ายของตนเองขึ้นมาและผมเชื่อว่า CBDC จะเริ่มมีกรณีการใช้งานจริงภายในปี 2021 หรือ 2022

จีนเป็นผู้นำในเรื่อง CBDC อย่างแท้จริง พวกเขาจะใช้เทคโนโลยีนี้จริงจังมากกว่าประเทศอื่น ๆ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีการควบคุมในด้านกฎระเบียบที่น้อยกว่า และเปิดกว้างให้กับเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล”

นาย Emin Gün Sirer ซีอีโอของ AvaLabs

“ Libra ได้ทำให้หน่วยงานการเงินและธนาคารกลางเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากภัยคุกคามที่มีอยู่ภายใต้เครือข่ายของ Facebook มันเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้และทำให้ผู้เฝ้าระวังทางการเงินแบบดั้งเดิมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสกุลเงินเข้ารหัส

จีนเป็นผู้นำในเรื่องนี้โดยไม่ต้องสงสัย เนื่องจากพวกเขาต้องการยึดข้อได้เปรียบของการเป็นผู้เสนอญัตติรายแรก ด้วยบัญชีสาธารณะและข้อมูล ซึ่งมันมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

นาย Heath Tarbert ประธานและผู้บริหารระดับสูงของ CFTC

“เราได้เห็นหลายประเทศตื่นตัวกับ CBDC ในปีนี้ แรงผลักดันส่วนใหญ่นั้นมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เราจะสังเกตเห็นได้ว่า CBDC มีศักยภาพในการช่วยแจกจ่ายเงินของรัฐบาลให้กับบุคคลที่ไม่สามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารได้ โดยท่ามกลางการระบาดครั้งใหญ่นี้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกได้เรียนรู้วิธีที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วย CBDC ของพวกเขาเอง

อย่างไรก็ตามส่วนตัวผมเชื่อว่าอเมริกาจะต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้ แต่เราไม่ควรรอพึ่งเพียงรัฐบาลของเราเท่านั้น สำหรับการแก้ไขปัญหา ภาคเอกชนก็ต้องเเร่งเดินหน้าให้เร็วขึ้นเช่นกัน”

นาย James Butterfill นักวิเคราะห์การลงทุนของ CoinShares

เราเชื่อว่า CBDC ไม่น่าจะเข้ามาแทนที่สินทรัพย์คริปโต เช่น Bitcoin ได้ เนื่องจากความแตกต่างโดยธรรมชาติของมัน Bitcoin นั้นเป็นระบบบัญชีแยกประเภทแบบเพียร์ทูเพียร์และมีนโยบายการเงินที่กำหนดตั้งค่าไว้ล่วงหน้า อีกทั้งยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปทานได้และนั่นทำให้มันน่าสนใจยิ่งขึ้นในฐานะ Store of value ที่แตกต่างไปจาก CBDC ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อจำลองสกุลเงินเฟียตของธนาคารกลางเท่านั้น

นาย James Wallis รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ 

“ CBDC จะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อพื้นที่คริปโตและมันจะเครื่องยืนยันว่าสกุลเงินดิจิทัลนั่นคือสกุลเงินแห่งอนาคตในปี 2021 ผมคาดหวังว่าจะได้เห็นโลกที่ cryptocurrency, stablecoin และ CBDC มีการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ 

อย่างไรก็ตามผมคิดว่าความชัดเจนด้านกฎระเบียบมากขึ้นในเขตอำนาจศาลเหล่านี้ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นอุปสรรคขัดขวางยอมรับ cryptocurrency และเทคโนโลยี blockchain ให้เติบโตได้ช้าลง

จุดเด่นของ CBDC ในปี 2020 จะเป็นการแก้ปัญหาภายในประเทศ ศักยภาพที่แท้จริงสำหรับ CBDC คือความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่าง CBDC กับสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ สิ่งนี้จะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายธนาคารกลางและบล็อกเชนส่วนตัว ซึ่งจะส่งเสริมกรณีการใช้งานที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เราจะได้เห็นความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสกุลเงินเพื่อให้สภาพคล่องและการชำระเงินพรมแดนนั่นเป็นไปอย่างราบรื่น

นาย Jimmy Song อาจารย์สอนที่ Programming Blockchain

“ผมไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อคริปโตได้มากขนาดนั้น เนื่องจากคนจำนวนมากไม่ชอบวิธีการเฝ้าระวังของ CBDC ซึ่งเป็นวิธีที่ธนาคารกลางสามารถควบคุมชีวิตทางการเงินของเราได้ง่ายมากกว่าเดิม”

นาย Joseph Lubin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum และผู้ก่อตั้ง ConsenSys

“เมื่อ ConsenSys เผยแพร่เอกสาร White paper ในหัวข้อ ‘Central Banks and the Future of Digital Money’ ที่งานประชุม World Economic Forum ในเดือนมกราคมนั้นฉากหลังคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกการเงิน ตั้งแต่นั้นมาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ก็ได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีในเรื่องของการโอนเงิน ซึ่งเหรียย Stablecoins ที่ออกโดยบริษัทเอกชนได้ปรับเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า นับตั้งแต่ต้นปีโดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 23 พันล้านดอลลาร์

ในยุคของความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เราต้องยอมรับว่าเรามีความต้องการระบบในการทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันได้ แม้แรงจูงใจสำหรับ CBDC ทั่วโลกนั้นจะแตกต่างออกไป ในบางกรณีเพื่อให้มีการกำกับดูที่ดีขึ้นสำหรับในแต่ละประเทศ แต่ผมเชื่อมั่นว่าบล็อกเชนจะสามารถกลายมาเป็นรากฐานของการทำงานร่วมกันที่น่าเชื่อถือนี้ได้”

นาย Vinny Lingham CEO ของ Civic

“ในช่วงแรกจีนจะกลายเป็นผู้นำในด้านสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามันต้องการทำหน้าที่เป็นหน่วยบัญชีทั่วโลก ดังนั้นในอนาคตเราจะได้เห็นจีนและสหรัฐฯ ต่อสู้กันเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้

สำหรับในแง่ของผลกระทบต่อพื้นที่คริปโต สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราต้องจำไว้เลยว่า CBDC นั้นแตกต่างไปจากสินทรัพย์คริปโตโดยสิ้นเชิง Bitcoin นั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องในของการเมืองและผู้คนส่วนใหญ่ที่ใช้ Bitcoin ก็ไม่ต้องการให้สกุลเงินของพวกเขามีการจัดการโดยภาครัฐ ดังนั้นผมคิดว่า CBDC และ คริปโตอาจทำงานร่วมกันได้ แต่พวกมันจะไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน