ผู้ก่อตั้งเว็ปเทรดคริปโตไทย Bitkub เผยกูรูนอกเชื่อราคา Bitcoin มีโอกาสพุ่งแตะ 1.5 ล้านบาทได้

ด้วยเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันและการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่าที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ก่อให้เกิดสัญญาณยุคเสื่อมถอยของค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ การใช้มาตรการผ่อน QE (Quantitative Easing) หรือนโยบายทางการเงินในผ่อนคลายเชิงปริมาณ โดยการพิมพ์เงินแบบไม่จำกัดจำนวนมูลค่ามหาศาลเพื่อเติมสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจนั่นกำลังส่งผลให้ค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้เองสกุลเงินทั่วโลกจึงได้กระจายความเสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเช่น Bitcoin

อ้างอิงรายงานจาก infoquest ที่ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ อำนาจของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังถูกลดบทบาทลง เป็นผลทำให้นักลงทุนจากทั่วทุกมุมของโลกต่างพากันหันมาลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่ผูกติดอยู่กับเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) อย่างเช่น Bitcoin ที่มีลักษณะคล้ายกับทองคำ แต่มีอุปทานหมุนเวียนที่จำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอลกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ได้เปิดเผยเรื่องราวกับทาง infoquest ว่า สำหรับตัวแปรหลัก ๆ ที่ช่วยผลักดันให้ราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นนั่นก็คือเหตุการณ์ “Bitcoin Halving” ในครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อช่วงประมาณวันที่ 12 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏการณ์ “Bitcoin Halving” คือเป็นกลไกการปรับลดอัตราเงินเฟ้อของ Bitcoin ที่เกิดขึ้นในทุก ๆ 4 ปี โดยจะเป็นการปรับลดอัตราผลิตของเหรียญ Bitcoin ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ลงครึ่งหนึ่ง

  • เครือร้านอาหารยักษ์ใหญ่ในตะวันออกกลางประกาศเปลี่ยนเงินสำรองเป็น Bitcoin แทนเงินสด
    Read
    เครือร้านอาหารยักษ์ใหญ่ในตะวันออกกลางประกาศเปลี่ยนเงินสำรองเป็น Bitcoin แทนเงินสด
  • ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2555 Bitcoin ออกใหม่จาก 50 เหลือ 25 Bitcoin ต่อบล็อกต่อการผลิต Bitcoin ใหม่ทุกๆ 10 นาที
  • ครั้งที่สองเกิดขึ้นปี 2559 Bitcoin ออกใหม่จาก 25 เหลือ 12.5 Bitcoin ต่อบล็อกต่อการผลิต Bitcoin ใหม่ทุกๆ 10 นาที
  • และครั้งที่สามเป็นครั้งล่าสุดคือวันที่ 12 พ.ค.63 Bitcoin ออกใหม่จาก 12.5 เหลือ 6.25 Bitcoin ต่อบล็อกต่อการผลิต Bitcoin ใหม่ทุกๆ 10 นาที

ตามหลักแล้ว “Bitcoin” ทั้งหมดที่ถูกจำกัดอุปทานไว้ที่ 21 ล้านเหรียญนั่น คาดว่าจะขุดครบทั้งหมดภายในปี 2140 (พ.ศ.2683) หรือนับจากนี้ไปอีก 120 ปี

โดยหากพูดกันตามสถิติแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์  “Bitcoin Halving” ในครั้งแรกเมื่อปี 2012 ราคา Bitcoin จากที่เคยอยู่ที่ 11 ดอลลาร์ เมื่อเข้าสู่ปี 2013 ราคาก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงแตะระดับ 1,150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนจะกลับตัวและร่วงลงมาที่แถว ๆ ราคา 650 ดอลลาร์สหรัฐฯอีกครั้ง

สำหรับเหตุการณ์  “Bitcoin Halving” ในครั้งที่ 2 นั้นเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2016 จากราคา 650 ดอลลาร์ก็เริ่มพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง ไปแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 20,089 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคมปี 2017 ด้วยราคาที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้เอง ที่ทำให้ทุกคนหันมาสนใจในตัว Bitcoin

และครั้งที่สามเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งเกิดปรากฎการณ์ “Bitcoin Halving” อีกครั้ง แม้จะผ่านมาแค่ 2 เดือนแต่พบว่าราคา Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างรุนแรงเช่นกัน ล่าสุดทะลุ 12,000 ดอลลาร์แล้ว ก่อนที่ย่อตัวลงเล็กน้อยและมีการซื้อขายกันในปัจจุบันอยู่ที่ 11,800 ดอลลาร์

ด้วยแนวโน้มราคาที่มักจะเพิ่มสูงขึ้นหลังจากเหตุการณ์ Bitcoin Halving นี้เอง ทำให้นักวิเคราะห์ต่างชาติหลายราย เชื่อมั่นว่าราคา Bitcoin มีโอกาสที่จะพุ่งทะลุระดับสูงสุดเดิมที่ 20,000 ดอลลาร์ และมุ่งหน้าสู่ระดับ 50,000 ดอลลาร์หรือ 1.5 ล้านบาทในที่สุด

นายจิรายุส กล่าวในระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อข่าว infoquest ว่า แม้เหตุการณ์ “Bitcoin Halving” จะเป็นตัวกำหนดซัพพลายที่แน่ชัดในอนาคต แต่ฝั่งของดีมานด์หรือความต้องการนั่นเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา เพราะขึ้นอยู่กับหลายตัวแปรที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ แต่หากประเมินในภาพรวมใหญ่ ๆ แนวโน้มฝั่งดีมานด์มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมของนักลงทุนจำนวนมากที่เริ่มหันมาสนใจสินทรัพย์ดิจิทัล ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกกันมากขึ้น

ในช่วงท้าย ๆ ของการให้สัมภาษณ์กับทาง infoquest นายจิรายุสได้กล่าวทิ้งท้ายว่า :

“ผมคิดว่าตัวแปรในอนาคตที่จะสนับสนุนดีมานด์เพิ่มขึ้น อาทิ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) พิมพ์เงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าดอลลาร์อาจถดถอยในอนาคต แตกต่างกับในอดีตที่เคยมีมุมมองว่าการถือสินทรัพย์เป็นสกุลเงินดอลลาร์คือ “Safe Haven” แต่วันนี้กลับไม่ใช่แล้ว คนหันไปลงทุนสินทรัพย์อื่นแทนเพื่อต้องการกระจายความเสี่ยง หรือแม้แต่กรณีของประเทศเวเนซุเอลาหรืออาร์เจนตินาที่กำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อสูงมากการหันมาเลือกลงทุนในทองคำหรือ Bitcoin แทนเป็นผลพวงด้านบวกฝั่งดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน”