นักลงทุนสาย Venture Capital คาด Cryptocurrency จะเข้ามา Disrupt บริษัทยักษ์ใหญ่

นาย Albert Wenger ผู้เขียนหนังสือ “World After Capital” เชื่อว่าคริปโตเคอเรนซี่จะเป็นหนึ่งในสิ่งที่เข้ามาอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรมไปสู่ยุคแห่งความรู้

ในระหว่างการประชุม Mainnet ของ Messari นาย Wenger กล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่า บริษัทเทคโนโลยีจะทำลายตนเองอย่างเต็มใจและการปฏิวัตินั่นจะต้องมาจากบริษัทเล็ก ๆ ในอุตสาหกรรมคริปโต

การเชื่อมต่อระหว่างความสนใจกับคริปโตเคอเรนซี่

อ้างอิงจากคำพูดของนาย Albert Wenger ที่กล่าวว่า ในขณะนี้เรากำลังอยู่ในโลกที่มีความสนใจของมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด หัวหน้าบริษัทร่วมทุน Union Square Ventures กล่าวว่ามนุษยชาติได้วิวัฒนาการมาจากการที่มีอาหารเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดไปสู่ในการดำรงชีวิตในโลกที่ทรัพยากรความรู้เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

  • นักลงทุน Bitcoin สูญเสียเหรียญที่สะสมมาถึง 7 ปีเพราะถูก Phishing
    Read
    นักลงทุน Bitcoin สูญเสียเหรียญที่สะสมมาถึง 7 ปีเพราะถูก Phishing
Albert Wenger พูดที่ Messari Mainnet

ความสนใจและคุณค่าของมันในโลกปัจจุบันคือ หัวข้อหลักในการสนทนาระหว่างนาย Wenger และนาย Ryan Selkis ในระหว่างการประชุม Mainnet เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

“ความสนใจ คือ การสังเกตว่าเวลาจะเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นเท่าไหร่”

เขาอธิบายว่าความเร็วส่วนใหญ่เป็นตัวชี้วัดที่ไร้ค่า เว้นแต่ว่าเรารู้ทิศทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไป เช่นเดียวกับความสนใจ เราทุกคนมีเวลาเท่ากันและถูกจำกัดในแต่ละวัน แต่เวลานั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่มันคือการที่เราตัดสินใจให้ความสำคัญกับช่วงเวลานั้น ๆ มากแค่ไหนต่างหาก

นี่เป็นการระลึกถึงยุคอุตสาหกรรมที่เก่าล้าสมัยและเรายังคงอาศัยอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษาของเราไปจนถึงสถาบันของเราที่สร้างขึ้นเพื่อรักษาโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและเป็นจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20

สิ่งที่เรากำลังมาถึงในตอนนี้ถูกเรียกว่า “ยุคแห่งความรู้” ยุคที่จะลดความคลาดเคลื่อนระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีสติ

อย่างไรก็ตามเพื่อเปลี่ยนไปสู่ยุคแห่งความรู้อย่างสมบูรณ์และปล่อยทิ้งให้ยุคอุตสาหกรรมนั่นอยู่เบื้องหลัง เราจำเป็นต้องมีสามสิ่งคือ อิสรภาพทางจิตวิทยา ,  เสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลและอิสรภาพทางเศรษฐกิจ

“ คริปโตเคอเรนซี่จะมีบทบาทที่สำคัญอย่างน้อยสองในสาม” นาย Wenger กล่าว

การใช้คริปโตเคอเรนซี่เพื่อเสรีภาพ

นาย Wenger ใช้เวลาเล็กน้อยไปกับการอธิบายในเรื่องของพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นของผู้คน โดยเขาบอกกับนาย Selkis ว่า ผู้คนส่วนใหญ่นั่นตกเป็นทาสของเทคโนโลยี การบรรลุอิสรภาพทางด้านจิตใจไม่จำเป็นต้องใช้โซลูชั่นเทคโนโลยีใด ๆ เขาอธิบายว่ามันเป็นเพียงการตระหนักรู้อย่างง่าย ๆ ว่าสมองของเราไม่ได้มีวิวัฒนาการในการทำงานในสภาพแวดล้อมเทคโนโลยีขั้นสูงที่เราทุกคนอาศัยกันอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงอิสรภาพทางเศรษฐกิจ นาย Wenger กล่าวว่าเขาเชื่อว่า มีวิธีเดียวที่จะบรรลุผลสำเร็จคือ “การแจกเงินรายได้ขั้นต่ำให้กับประชาชนทุกคน (UBI)” โดยเขาได้อ้างอิงถึงคำพูดของนาย Andrew Yang ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ แม้ว่าเขาจะไม่ชอบแนวคิดทางการเมืองส่วนที่เหลือของนาย Yang ก็ตาม

เขายอมรับว่าสัญญา UBI อาจมาพร้อมกับปัญหาและอุปสรรคในตัวของมันเอง แต่อย่างไรก็ตามเขาสังเกตเห็นว่ามีโปรเจคคริปโตและ blockchain จำนวนมากที่มุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันสำหรับการติดตามและแจกจ่ายเงินรายได้ขั้นต่ำ

นอกเหนือจากการอำนวยความสะดวกให้กับ UBI แล้ว คริปโตเคอเรนซี่ยังเป็นขั้นตอนในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งจะมาพร้อมกับอิสระทางเศรษฐกิจ มันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบุคคลที่สามและมีความสามารถในการทำธุรกรรมแบบเพียร์ทูเพียร์ แนวคิดของสินทรัพย์ดิจิทัลได้ทำให้เรามองเห็นภาพอิสรภาพทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น

การได้รับอิสรภาพในการเข้าถึงข้อมูลของคริปโตเคอเรนซี่ จะส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ นาย Wenger กล่าว อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าอิสรภาพของข้อมูลที่เขาอ้างถึงทั้งในหนังสือและในระหว่างการประชุมของเขานั้นค่อยข้างซับซ้อน

เขาอธิบายว่าการมีอิสระอย่างเต็มที่ในการเข้าถึงข้อมูล นั่นหมายความถึง การมีระบบควบคุมที่ล้อมรอบตัวเราทั้งหมด ระบบเหล่านี้รวมถึงทุกอย่างตั้งแต่สื่อกระแสหลักและแพลตฟอร์มสื่อโซเซียลไปจนถึงหน่วยงานรัฐบาลที่ทำหน้าที่ตรวจสอบพวกมัน

การควบคุมหน่วยงานเหล่านั้นก็จะเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน นาย Wenger เชื่อว่าความพยายามทั้งหมดที่มาจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเมื่อพูดถึงการควบคุม Facebook และ Twitter นั้นคือ “การใช้อำนาจในทางที่ผิด” โดยในหนังสือของเขา เขาได้พูดถึงการกำหนดให้บริษัทสื่อโซเชียลมีเดียเปิด API และช่วยให้ทุกคนสามารถตั้งค่าโปรแกรมของพวกเขาได้ เขากล่าวว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนพลังงานจากศูนย์กลางของเครือข่ายกลับไปหาผู้ใช้ปลายทางแทน

เมื่อเขาถูกถามว่าความพยายามของบริษัทต่าง ๆ เช่น Twitter ที่กำลังทำงานเกี่ยวกับ open-sourcing backend จะช่วยให้แพลตฟอร์มของพวกเขามีความโปร่งใสมากขึ้นหรือไม่ ? นาย Wenger กล่าวว่านั่นเป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางที่ถูกต้อง :

“ผมอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นบริษัทใหญ่ ๆ ทำลายตัวเอง”

เขาอธิบายว่าบริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ จะไม่ผลักดันตัวเองให้เข้าสู่ยุคแห่งการกระจายอำนาจ แต่มันจะเป็นหน้าที่ของบริษัทคริปโตและสตาร์ทอัพด้าน blockchain 

อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่าเครือข่ายสื่อโซเซียลยักษ์อย่าง Facebook และ Twitter จะได้ไม่รับผลกระทบจากการเป็นคู่แข่งกับการกระจายอำนาจ ดังในอดีตที่แสดงให้เราเห็นว่า ไม่มีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียบล็อกเชนตัวไหนที่จะเข้ามาแทนที่ Twitter หรือ Facebook ได้เลย

ที่มา : cryptoslate