ธนาคารยักษ์ใหญ่ในฝรั่งเศสเผยโวลุมซื้อขายตลาด NFT มีมูลค่าสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ในปี 2020

ในปี 2020 ที่ผ่านมาการซื้อขายในตลาดแบบ Non-Fungible Token (NFT) มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2019 และจากการรายงานของ L’Atelier ซึ่งเป็นหน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารยักษ์ใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส BNP Paribas พบว่าล่าสุดนั้นตลาด NFT มีมูลค่าตลาดสูงถึง 338 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีกำลังซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2020

COO หน่วยงาน L’Atelier นาง Nadya Ivanova ได้กล่าวว่า “เรากำลังมองหาตลาดที่กำลังตื่นขึ้น และแนวทางที่เหมาะสมสำหรับธนาคาร BNP Paribas ซึ่งหากถามว่าทำไมมันจึงน่าสนใจสำหรับธนาคาร เพราะผลิตภัณฑ์ของธนาคารส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ระยะยาว ฉะนั้นเทคโนโลยีเกิดใหม่ และการเปลี่ยนแปลงของสภาวะสังคมจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง”

แพลตฟอร์มข้อมูล NonFungible.com ยังได้เปิดเผยเอกสารรายงานสภาพตลาด NFT โดยมีทั้งหมด 11 ส่วนรวมกว่า 140 หน้าที่กล่าวถึงสภาพตลาดจนถึงแนวโน้มและการทำกำไรในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

โดยแม้จะมีรูปแบบใกล้เคียงกับ Bitcoin แต่ตลาด NFT ก็ยังพึ่งระบบ Blockchain เพื่อให้สามารถยืนยันปริมาณที่มีอยู่อย่างน้อยนิดของผลิตภัณฑ์โดยต่างจากเหรียญคริปโตเพียงแค่ว่าผลิตภัณฑ์ของ NFT แต่ละชิ้นแตกต่างกันไปทุก ๆ ชิ้นและบางชิ้นอาจมีคุณลักษณะพิเศษบางอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้นาง Ivanova ยังได้กล่าวถึงแบรนด์ต่าง ๆ ที่สร้างผลิตภัณฑ์ NFT ของตนเองออกมา เช่น NBA, Nike, และ Formula 1 อีกด้วย

อีกทั้งในตลาด NFT ยังมีการเก็งกำไรเกิดขึ้นกันอย่างจริงจัง โดยพวกเขาเข้าใจกติกาการลงทุนในตลาดนี้กันอย่างยอดเยี่ยม โดยนักลงทุนบางคนอาจมีขนาดพอร์ทในตลาด NFT สูงถึงหลักแสนดอลลาร์สหรัฐฯ กันเลยทีเดียว

จากข้อมูลของ cryptoart.io ยังได้ระบุด้วยว่า มีจิตรกรที่ได้สร้างผลงาน และทำการขายผลงานของตัวเองอยู่บนระบบ Blockchain สามารถทำรายได้ไปกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นจำนวน 15 คนแล้วอีกด้วย

ท้ายที่สุดนี้ข้อมูลจาก L’Atelier และ NonFungible.com ยังระบุด้วยว่าผู้คนที่มีพอร์ทอยู่ในตลาด NFT นอกจากจะมีผู้ที่ต้องการทำกำไรแล้ว ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็นในการซื้อของสะสมทั้งในรูปแบบงานศิลปะ หรือวิดีโอเกมที่เห็นได้ทั่วไปในตลาด NFT เพื่อชดเชยช่องว่างที่เกิดขึ้นจากสภาวะ COVID-19 

ที่มา: Forbes