คลังสหรัฐฯ เสนอออกกฎหมายเฝ้าติดตามกระเป๋าเก็บ Bitcoin ของประชาชน

เชื่อว่าหลายๆคนคงได้ยินข่าวแว่วๆว่าจะมีการติดตามกระเป๋าเงินคริปโตอย่างใกล้ชิดภายในสหรัฐซึ่งจะเป็นผลเสียอย่างมากต่อจุดประสงค์ของสกุลเงินคริปโตที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดตัวกลาง แต่ก็ยังไม่พ้นเยื้อมมือของรัฐบาล

กระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกข้อเสนอที่รอคอยมานานในการ จำกัด ติดตาม ธุรกิจบริการด้านเงินรวมถึงการแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาไม่ให้มีจัดการกับกระเป๋าส่วนตัว

สืบเนื่องจากการประกาศเมื่อในวันศุกร์ที่ผ่านมาของ กองบังคบการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมการเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐ หรือ FinCEN ได้ประกาศร่างกฏหมายบังคับให้ Exchange ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯเก็บข้อมูลการยืนยันตัวตนของลูกค้า ในกรณีที่มีการใช้งานกระเป๋าคริปโตส่วนตัวและมูลค่าการโอนเข้าออกมากกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 100,000 บาท

  • ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งให้บุคคลากรรัฐทั้งหมดเปิดเผย Bitcoin และคริปโตที่ถืออยู่
    Read
    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งให้บุคคลากรรัฐทั้งหมดเปิดเผย Bitcoin และคริปโตที่ถืออยู่

ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอร่างกฎหมายเท่านั้น การทรวงการคลังได้ให้เวลา 15 วันสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องออกมาตอบกลับและให้ความเห็นต่อกฏหมายฉบับบนี้

มีข่าวลือเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎนี้ได้สักระยะหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา โดยมีนาย Steven Mnuchin เลขธิการกระทรวงการคลังสหรัฐคนใหม่ ได้ออกมาพูดถึงมุมมองของเขาต่อสกุลเงินคริปโตว่า


“กฎนี้กล่าวถึงข้อกังวลด้านความมั่นคงของชาติที่สำคัญในตลาด CVC และมีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดช่องว่างของผู้ที่มีเจตนาร้ายพยายามหาประโยชน์จากระบบการบันทึกและการรายงานของกระทรวง “

ผู้ร่างกฎหมายชั้นนำหลายคนได้ออกมาคัดค้านกฎที่เสนอไปนี้ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการทำร้ายธรรมชาติของธุรกรรมแบบไร้ตัวกลาง (Peer-to-peer) แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่ไม่มีกฎหมายอย่างเป็นทางการ กระทรวงการคลังก็สามารถมีอำนาจในการกำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เช่นกัน

มีการอ้างว่าข้อเสนอในปัจจุบันไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายๆคนกำลังกลัว แต่จะใช้ข้อกำหนดที่มีอยู่เพื่อเก็บรายงานเกี่ยวกับธุรกรรมของสามัญชนระหว่างบัญชีที่ลงทะเบียนกับบัญชีส่วนตัวที่มีการโอนเงินเข้าออกระหว่างกันมากกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนของนิติบุคคลที่ลงทะเบียนเกณฑ์นั้นจะเป็น 10,000 ดอลลาร์แทน

เรื่องราวนี้ก็ยังคงเป็นที่น่าจับตามองกันต่อไปเพราะว่ามันอาจจะเป็นตัวการสำคัญในเปิดทางให้รัฐบาลสามารถเข้ามาแทรกแซงได้